ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

บรรจุเข้ารับราชการทหาร, นักเรียนนายร้อย

บันทึก เรื่อง การบรรจุนักเรียนนายร้อยที่เสียชีวิตเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 9) เรื่องเสร็จที่ 70/2545

มาตรา 6 มาตรา 9 พระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

ข้อ 13 ข้อ 15 ระเบียบกองทัพบกว่าด้วยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พ.ศ. 2527

 

บุคคลที่จะเข้ารับราชการทหารได้จะต้องพ้นสภาพจากความเป็นนักเรียนทหารเสียก่อน (มาตรา 6 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติยศทหารฯ ประกอบกับข้อ 13 และข้อ 15 ของระเบียบกองทัพบกว่าด้วยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ) เมื่อนักเรียนนายร้อยยังมีสถานภาพเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ในขณะที่เสียชีวิต จึงไม่ถือว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษาแล้วและไม่อยู่ในสถานภาพที่จะสมัครเข้ารับราชการทหารอีกด้วย กระทรวงกลาโหมจึงไม่มีอำนาจบรรจุนักเรียนนายร้อยดังกล่าวเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เลขเสร็จ

เรื่องเสร็จที่ ๗๐/๒๕๔๕

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  การบรรจุนักเรียนนายร้อยที่เสียชีวิตเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ

                  

 

กระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือ ที่ กห ๐๒๐๒/๘๓๗  ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า นักเรียนนายร้อยพจนาถ  ลักษณศิริ  ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่สี่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ประสบอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตเนื่องจากการเข้าช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนนายร้อยที่ร่วมทีมขณะทำการฝึกข้ามลำน้ำที่ค่ายฝึกจู่โจมของโรงเรียนทหารราบ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการทหารพิจารณาแล้วเห็นว่า การเสียชีวิตของนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เป็นการแสดงถึงความกล้าหาญและความเสียสละ จึงสมควรที่ทางราชการจะได้พิจารณาบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร ได้รับเงินเดือนระดับ น.๑ ชั้น ๓ (สอบไล่ได้ชั้นปีที่สาม) ตั้งแต่วันที่เสียชีวิตเป็นกรณีพิเศษ เพื่อตอบแทนวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลและสิทธิของทายาทที่จะได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ในการนี้กระทรวงกลาโหมได้รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกับที่คณะรัฐมนตรีได้เคยพิจารณาอนุมัติให้บรรจุนักเรียนนายร้อยเข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นกรณีพิเศษย้อนหลังมาแล้ว ๒ ราย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ และปี พ.ศ. ๒๕๓๓

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า สภาพบุคคลของนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑  จึงไม่อาจบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถฯเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรย้อนหลังได้ เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑  กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการทหารไว้ชัดเจน และบทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการเป็นอย่างอื่น  ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงไม่อาจมีมติยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายได้ ต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือขอทบทวนการบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ ให้เข้ารับการบรรจุรับราชการทหารตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ก่อนวันที่เสียชีวิตและยังมีสภาพเป็นบุคคลอยู่ ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเห็นว่า การดำเนินการบรรจุแต่งตั้งนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ ย้อนหลังดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของกระทรวงกลาโหมที่จะพิจารณาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ ไม่จำเป็นต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี และหากยังมีปัญหาว่าการบรรจุแต่งตั้งย้อนหลังจะกระทำได้หรือไม่ กระทรวงกลาโหมสมควรหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยตรง

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเห็นว่า การบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรย้อนหลังก่อนวันที่เสียชีวิตตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ มีประเด็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายบางประการ จึงขอหารือดังนี้

๑. กระทรวงกลาโหมจะสามารถบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรย้อนหลังไปก่อนวันที่เสียชีวิตได้หรือไม่ และมีผลในทางกฎหมายอย่างไร

๒. การบรรจุนักเรียนนายร้อยเข้ารับราชการในกรณีดังกล่าวโดยมิได้ขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีจะเกิดสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการพ.ศ. ๒๔๙๔ หรือไม่

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) ได้พิจารณาข้อหารือของกระทรวงกลาโหมและได้ฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริงจากผู้แทนกระทรวงกลาโหม (กรมกำลังพลทหารบก กรมเสมียนตรา และกรมพระธรรมนูญ) ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสำนักงาน ก.พ.) และผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) แล้ว มีความเห็นดังนี้

ปัญหาในประเด็นที่หนึ่ง ที่ว่า กระทรวงกลาโหมจะสามารถบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถ  ลักษณศิริ เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรย้อนหลังไปก่อนวันที่เสียชีวิตได้หรือไม่ และมีผลทางกฎหมายอย่างไร นั้น เห็นว่า กระทรวงกลาโหมได้กำหนดวิทยฐานะของผู้ที่จะเป็นนายทหารชั้นประทวนและนายทหารชั้นสัญญาบัตรไว้ในมาตรา ๖[๑] และมาตรา ๙[๒] แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ ประกอบกับข้อ ๑๓[๓] และข้อ ๑๕[๔] ของระเบียบกองทัพบกว่าด้วยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้กำหนดให้นักเรียนนายร้อยที่สำเร็จการศึกษาสอบได้ชั้นปีที่สามและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรเมื่อจำเป็นต้องพ้นสภาพความเป็นนักเรียนนายร้อย ทางราชการจะแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรีและบรรจุเข้ารับราชการตามความต้องการของกองทัพบกโดยให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาดังกล่าวต้องสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารตามข้อ ๖[๕] ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ. ๒๕๒๙ ส่วนการจะได้รับเงินเดือนในชั้นใดนั้น มาตรา ๑๐[๖] แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งข้อ ๑๕[๗] ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ กำหนดให้นักเรียนนายร้อย ...ฯลฯ... ซึ่งสำเร็จการศึกษาสอบได้ชั้นปีที่สามให้ได้รับเงินเดือน ระดับ น.๑ ชั้น ๓

เมื่อนักเรียนนายร้อยพจนาถ  ลักษณศิริ ยังมีสถานภาพเป็นนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่สี่อยู่ในขณะที่ประสบอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตจากการเข้าช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนนายร้อยระหว่างทำการฝึกเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เห็นได้ว่ายังไม่พ้นสภาพความเป็นนักเรียนนายร้อยหรือยังไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่จะได้รับประกาศนียบัตรว่าเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นปีที่สามตามความในข้อ ๑๓[๘] และข้อ ๑๕[๙] ของระเบียบกองทัพบกว่าด้วยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พ.ศ. ๒๕๒๗ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วตามข้อ ๑๕ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ และไม่อยู่ในสถานภาพที่จะสมัครเข้ารับราชการทหารอีกด้วย  ดังนั้น กระทรวงกลาโหมจึงไม่มีอำนาจบรรจุนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่นักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เกิดจากการเข้าช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนนายร้อยขณะทำการฝึก จึงถือว่านักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เป็นผู้ถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรมซึ่งทายาทจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ไม่เกินห้าหมื่นบาทตามมาตรา ๔[๑๐] และมาตรา ๘[๑๑] แห่งพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. ๒๔๙๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๖ ประกอบกับมาตรา ๗[๑๒] แห่งพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. ๒๔๙๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๕ ลงวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และเนื่องจากข้อ ๑๔[๑๓] ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยโรงเรียนทหาร พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดให้นักเรียนทหารที่มีอายุครบกำหนดขึ้นทะเบียนกองประจำการให้นับเป็นทหารกองประจำการ  ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย่อมมีอำนาจแต่งตั้งยศให้กับนักเรียนนายร้อยพจนาถฯ เป็นว่าที่นายทหารสัญญาบัตรชั่วคราวได้ตามมาตรา ๗[๑๔] แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ ประกอบกับ ข้อ ๖[๑๕] ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษในเวลาปกติ พ.ศ. ๒๕๒๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษในเวลาปกติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๙ และเมื่อได้วินิจฉัยปัญหาในประเด็นที่หนึ่งดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาในประเด็นที่สองแต่ประการใด

 

(ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มีนาคม  ๒๕๔๕



ส่งพร้อมหนังสือที่ นร ๐๖๐๑/๐๑๘๒  ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๕ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] มาตรา ๖  ผู้ที่จะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนั้นต้องเป็นผู้ที่มีวิทยฐานะตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดไว้ เว้นแต่ผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพิเศษ

[๒] มาตรา ๙  ผู้ที่จะเป็นนายทหารประทวนนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีวิทยฐานะตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดไว้ เว้นแต่ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่งตั้งเป็นพิเศษ

[๓] ข้อ ๑๓  การสำเร็จการศึกษาของนักเรียนนายร้อย

   ๑๓.๑ นักเรียนนายร้อยที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรตาม ข้อ ๙.๒.๑ และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์

   ๑๓.๒ นักเรียนนายร้อยที่สอบได้ชั้นปีที่ ๓ ตามข้อ ๙.๒.๒ และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตร เมื่อจำเป็นที่จะต้องพ้นสภาพความเป็นนักเรียนนายร้อย

[๔] ข้อ ๑๕  การแต่งตั้งยศแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

  นักเรียนนายร้อยที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าตามข้อ ๑๓ ทางราชการจะแต่งตั้งยศเป็น ว่าที่ร้อยตรี ให้ได้รับเงินเดือนตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม และบรรจุเข้ารับราชการตามความต้องการของกองทัพบก

[๕] ข้อ ๖  บุคคลที่สมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารจะต้องแสดงความจำนง โดยเสนอใบสมัครต่อหัวหน้าส่วนราชการที่ตนประสงค์จะเข้ารับราชการ พร้อมด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้

   ๖.๑ ใบสมัคร สัญญาค้ำประกัน หากบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตรจะต้องมีสัญญาการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตรอีกด้วย ยกเว้นแพทย์รับทุนการศึกษาที่ได้จัดสรรมารับราชการในกระทรวงกลาโหม

    ๖.๒ หลักฐานแสดงวิทยฐานะ

    ๖.๓ สำเนาทะเบียนบ้าน หรือใบรับรองสัญชาติของผู้สมัคร และบิดามารดา

    ๖.๔ ใบสำคัญความเห็นของแพทย์ ทหาร ประจำการ (ผลการตรวจไม่เกิน ๖ เดือน)

    ๖.๕ ใบสำคัญทางทหาร (กรณีผู้สมัครเป็นชาย)

[๖] มาตรา ๑๐  การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารโดยจะได้รับเงินเดือนในชั้นใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

[๗] ข้อ ๑๕  การบรรจุนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ นักเรียนนายเรืออากาศ และนักเรียนนายทหารแผนที่ซึ่งสำเร็จการศึกษาแล้ว เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรให้เป็นไปดังนี้

  (๑) ผู้สอบได้ชั้นปีที่สาม ให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือน ระดับ น.๑ ชั้น ๓

  (๒) ผู้สอบได้ชั้นปีที่สี่ ให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือน ระดับ น.๑ ชั้น ๔

  (๓) ผู้สอบได้ชั้นปีที่ห้า ให้เป็นไปดังนี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๘] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๓, ข้างต้น

[๙] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๔, ข้างต้น

[๑๐] มาตรา ๔ ผู้ใดได้รับอันตรายหรือถูกประทุษร้ายจนพิการ เสียแขนหรือขา หูหนวกทั้งสองข้าง ตาบอด หรือได้รับการป่วยเจ็บซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจแล้ว และแสดงว่าถึงทุพพลภาพไม่สามารถจะใช้กำลังกายหรือความคิดประกอบอาชีพได้ตามปกติ เพราะเหตุ

   (๑) ช่วยเหลือราชการ

   (๒) การปฏิบัติงานของชาติตามที่ได้รับมอบหมายจากทางราชการ

   (๓) ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือช่วยเหลือบุคคลอื่นตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด หรือ

   (๔) ปฏิบัติการตามหน้าที่มนุษยธรรม ในเมื่อการปฏิบัติการนั้นไม่ขัดกับคำสั่งโดยชอบของเจ้าพนักงาน

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๑๑] มาตรา ๘ ในกรณีที่ผู้ได้รับอันตราย หรือได้รับการป่วยเจ็บ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุปฏิบัติการตามมาตรา ๔ ต้องถึงแก่ความตายเพราะเหตุนั้น ให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดจ่ายเงินสงเคราะห์ตามที่เห็นสมควรให้แก่ทายาทของผู้นั้นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น ภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๑๒] มาตรา ๗ เงินสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณากำหนดตามสมควรแก่เหตุการณ์และความทุพพลภาพ โดยให้จ่ายครั้งเดียวอย่างต่ำไม่น้อยกว่ารายละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท และอย่างสูงไม่เกินรายละห้าหมื่นบาท

[๑๓] ข้อ ๑๔ นักเรียนทหารผู้ใดมีอายุครบกำหนดขึ้นทะเบียนกองประจำการ ให้นับเป็นทหารกองประจำการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

[๑๔] มาตรา ๗ การแต่งตั้งผู้ใดให้ว่าที่ยศนายทหารสัญญาบัตรชั้นใดชั่วคราว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจแต่งตั้งผู้นั้นให้ว่าที่ยศสัญญาบัตรชั้นนั้นชั่วคราวได้

[๑๕] ข้อ ๖  การเลื่อนชั้นเงินเดือนทหารซึ่งเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือพิการจนไม่สามารถรับราชการต่อไปได้ให้เป็นไปตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

    ๖.๔ เสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือพิการ โดยอุบัติเหตุ เลื่อนได้ไม่เกิน ๓ ชั้น

    สำหรับผู้ที่ได้รับการเลื่อนชั้นเงินเดือนตามวรรคหนึ่ง หากยังได้รับเงินเดือนต่ำกว่าระดับ ป ๑ ชั้น ๓ก็ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป ๑ ชั้น ๓ และให้แต่งตั้งยศหรือเลื่อนยศเป็นสิบโท จ่าโท หรือจ่าอากาศโท