ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

บันทึก เรื่อง สถานะทางกฎหมายของที่ดินบริเวณเหมืองฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) เรื่องเสร็จที่ 483/2545

มาตรา 11 ประมวลกฎหมายที่ดิน

มาตรา 4 พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518

มาตรา 73 (1) พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510

 

การที่เอกชนได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ดินแปลงนั้นยังคงมีสภาพเป็นที่ดินของรัฐประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทหนึ่งอยู่เช่นเดิม การได้รับประทานบัตรเป็นการให้อำนาจผู้ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ในที่ดินที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นแต่อย่างใด เว้นแต่ที่ดินตามประทานบัตรจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขอรับประทานบัตรเอง การโอนสิทธิตามประทานบัตรเดิมจากกรมโลหกิจไปยังองค์การเหมืองแร่หามีผลทำให้ที่ดินเปลี่ยนสภาพจากที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะไม่ ที่ดินแปลงดังกล่าวยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เลขเสร็จ

เรื่องเสร็จที่ ๔๘๓/๒๕๔๕

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  สถานะทางกฎหมายของที่ดินบริเวณเหมืองฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

                  

 

กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ มท ๐๗๒๓/๕๖๑๔ ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า ด้วยกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ ๒,๒๗๑ ไร่ ๓๗ ตารางวา ไปจัดหาผลประโยชน์ โดยวิธีการขายให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้โดยเห็นว่าที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงก่อนที่จะออกประทานบัตรมีสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อประทานบัตรหมดอายุที่ดินก็ยังคงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าเช่นเดิม แม้กรมทรัพยากรธรณีจะเคยรับโอนประทานบัตรมา และโอนให้องค์การเหมืองแร่เป็นผู้ดำเนินการก็มีสิทธิเพียงทำเหมืองแร่ตามพระราชบัญญัติเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ หาก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินในเขตประทานบัตรไม่  ในเรื่องนี้ กรมธนารักษ์ได้พิจารณาประวัติความเป็นมาของที่ดินบริเวณดังกล่าว ประกอบกับคำพิพากษาของศาลฎีการะหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ และนายแก่น  แซ่อ่อง จำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๕/๒๕๓๘) แล้ว เห็นว่า ที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจมอบหมายให้ผู้ใดนำไปจัดหาผลประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้แต่อย่างใด ซึ่งความเห็นของหน่วยงานที่ขัดแย้งกันดังกล่าวทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมไม่สามารถดำเนินการเพื่อจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามที่ได้รับมอบหมายได้

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใด

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวโดยได้รับฟังคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมที่ดิน) ผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) และผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมทรัพยากรธรณี และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) แล้วปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงว่า

๑. ที่ดินบริเวณเหมืองฉลุง เดิมรัฐบาลได้ให้ประทานบัตรในการทำเหมืองแร่แก่เอกชนไทยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ต่อมาได้มีการโอนประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ดังกล่าวให้แก่บริษัทต่างชาติ (บริษัทแองโกลไซมิสทิน ซินดิเกต ลิมิเท็ด) และเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ คณะกรรมการตามพระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๔ ได้ควบคุมกิจการทำเหมืองแร่ของชนชาติศัตรู และได้ตั้งให้กรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) เข้าควบคุมกิจการการทำเหมืองแร่[๑] พร้อมทั้งโอนประทานบัตร ทรัพย์สินในประทานบัตรให้กรมโลหกิจทำเหมืองต่อมา ซึ่งรวมถึงประทานบัตรในการทำเหมืองแร่บริเวณเหมืองฉลุงด้วย 

๒. เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม ซึ่งตามสัญญาสมบูรณ์แบบรัฐบาลไทยต้องคืนทรัพย์สินที่ควบคุมไว้ให้เจ้าของเดิม ทรัพย์สินใดที่เสียหายและเจ้าของเดิมไม่รับคืน รัฐบาลต้องจ่ายค่าตอบแทนให้และทรัพย์สินนั้นได้ตกเป็นของรัฐ ซึ่งบริษัทต่างชาติผู้ได้รับโอนประทานบัตรตามข้อ ๑ ดังกล่าวอยู่ในจำพวกไม่รับประทานบัตรและทรัพย์สินของตนคืน กรมโลหกิจจึงได้ถือประทานบัตรดังกล่าวและทำเหมืองแร่สืบเนื่องต่อมาจนกระทั่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งศูนย์อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในสังกัดกรมโลหกิจทำเหมืองแร่แทนกรมโลหกิจในพื้นที่ประทานบัตรดังกล่าว 

๓. ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๐ ขึ้นใช้บังคับ และได้มีการโอนกิจการของศูนย์อุตสาหกรรมเหมืองแร่ กรมทรัพยากรธรณี มาเป็นขององค์การเหมืองแร่[๒] ซึ่งรวมถึงการโอนประทานบัตรในการทำเหมืองแร่บริเวณเหมืองฉลุงด้วย จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ อันมีผลเป็นการยุบเลิกองค์การเหมืองแร่ และให้มีการดำเนินการชำระบัญชีกิจการขององค์การเหมืองแร่[๓]

๔. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓ อนุมัติให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการจัดตั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ โดยใช้พื้นที่เหมืองแร่เก่าตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นที่ตั้งโครงการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำที่ดินของรัฐบริเวณเหมืองฉลุง จำนวนเนื้อที่ ๒,๒๗๑ ไร่ ๓๗ ตารางวา ไปจัดหาประโยชน์โดยวิธีการขายให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดตั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ โดยได้กันที่ดินบริเวณที่มีผู้บุกรุกคัดค้านรายนายแก่น  แซ่อ่อง เนื้อที่ประมาณ ๕๕ ไร่ ๑ งาน ๖๔ ตารางวา ออกจากส่วนที่จัดหาผลประโยชน์

๕. ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาได้ดำเนินคดีแก่นายแก่น แซ่อ่อง ในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขัดขวาง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีนี้ สรุปได้ว่าที่ดินพิพาท (ที่ดินที่นายแก่นฯ บุกรุกจำนวน ๕๕.๔๑ ไร่ (๕๕ ไร่ ๑ งาน ๖๔ ตารางวา) และกระทรวงมหาดไทยได้กันออกไปจากส่วนที่จัดหาผลประโยชน์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘) เป็นส่วนหนึ่งในที่ดินขององค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ซึ่งสืบสิทธิต่อเนื่องมาจากกรมทรัพยากรธรณี และกรมโลหกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๕/๒๕๓๘)

๖. ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้มีการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออกภาคใต้ ในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออกภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๓๙ (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๙) ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๑๔๗.๓๙ ไร่ โดยครอบคลุมถึงพื้นที่จำนวน ๕๕.๔๑ ไร่ ( ๕๕ ไร่ ๑ งาน ๖๔ ตารางวา) ที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๕/๒๕๓๘ ด้วย  ในขณะเดียวกันนายแก่น แซ่อ่องได้ดำเนินคดีแพ่งกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและพวกต่อศาลจังหวัดสงขลาในความผิดฐานละเมิด และขอให้สั่งขับไล่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกจากที่ดินจำนวน ๘๑ ไร่เศษ (คดีหมายเลขดำที่ ๑๓๘๗/๒๕๓๙) ซึ่งส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทในคดีแพ่งนี้ (๕๕ ไร่ ๑ งาน ๖๔ ตารางวา) เป็นที่พิพาทซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้วและมิได้อยู่ในบริเวณพื้นที่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๙๕/๒๕๓๘) และที่ดินอีกส่วนหนึ่ง (๒๖ ไร่เศษ) เป็นที่ดินที่อยู่ในบริเวณเหมืองฉลุงตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๘

๗. ภายหลังจากที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ แล้ว กรมธนารักษ์จึงได้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงเป็นที่ราชพัสดุ

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงข้างต้นประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า บทบัญญัติที่กำหนดประเภทและลักษณะของสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐๔[๔] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ หรือสำนักราชการบ้านเมือง เป็นต้น  ฉะนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้ใดแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า[๕] การที่บุคคลใดได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น หาเป็นเหตุที่ทำให้ที่ดินนั้นเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่นไม่ ที่ดินดังกล่าวคงเป็นที่ดินของรัฐประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่ตามเดิม[๖] ประกอบกับการได้รับประทานบัตรเป็นการให้อำนาจผู้นั้นในการทำเหมืองแร่ได้ในที่เฉพาะซึ่งได้กำหนดไว้ในประทานบัตร[๗] เท่านั้น ผู้ได้รับประทานบัตรไม่มีกรรมสิทธิ์ในบริเวณที่ได้รับประทานบัตรแต่อย่างใด[๘] เว้นแต่ที่ดินตามประทานบัตรนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขอรับประทานบัตรเอง[๙] ฉะนั้น การที่กรมโลหกิจได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวให้ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินบริษัทเหมืองแร่ที่คณะกรรมการได้ประกาศควบคุมและจัดการไว้[๑๐] จึงเป็นการเข้าดำเนินกิจการเหมืองแร่แทนผู้ได้รับประทานบัตรเดิมที่ได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเป็นการเข้าใช้ที่ดินตามสิทธิของผู้รับประทานบัตรเดิมในการทำเหมืองแร่และขุดเอาแร่ได้ตามกฎหมายว่าด้วยการทำเหมืองแร่เท่านั้น[๑๑] ถึงแม้ต่อมาจะได้มีการจัดตั้งองค์การเหมืองแร่ขึ้นและมีการโอนกิจการเกี่ยวกับเหมืองแร่รวมถึงการทำเหมืองแร่บริเวณเหมืองฉลุงจากกรมทรัพยากรธรณี (กรมโลหกิจเดิม) ไปยังองค์การเหมืองแร่ก็ตามก็เป็นเพียงการโอนสิทธิตามประทานบัตรเดิมหามีผลทำให้ที่ดินนั้นเปลี่ยนสภาพจากการเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะไม่ แม้ต่อมาพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ จะได้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พุทธศักราช ๒๔๖๑ ก็ตาม แต่ในบทเฉพาะกาลมาตรา ๑๖๓[๑๒] ก็ได้รองรับให้ถือว่าประทานบัตรที่ได้ออกตามกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกยังคงเป็นประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ฯ ประกอบกับมาตรา ๗๓ (๓)[๑๓] แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ก็ได้บัญญัติห้ามมิให้การครอบครองตามประทานบัตรเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ดิน ด้วยเหตุนี้ ที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงจึงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า และไม่ใช่ที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันจะมีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินราชพัสดุตามมาตรา ๔[๑๔] แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ประการใด  ดังนั้น ที่ดินบริเวณเหมืองฉลุงจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามนัยมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นไปจัดหาผลประโยชน์ได้ตามมาตรา ๑๑[๑๕] แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

 

 

(ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม ๒๕๔๕



่งพร้อมหนังสือที่ นร ๐๖๐๑/๑๗๔๑ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] ประกาศคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน เรื่อง ตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่อำนวยการแผนก ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๘๘

[๒] มาตรา ๘  ให้กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และความรับผิดของศูนย์อุตสาหกรรมเหมืองแร่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรมให้แก่ อ.ร.

[๓] มาตรา ๔  องค์การเหมืองแร่ซึ่งได้ยกเลิกไปตามความในมาตรา ๓ ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี

[๔] มาตรา ๑๓๐๔  สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

  (๑) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน

  (๒) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

  (๓) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

[๕] ศาสตราจารย์ ม.ร.ว. เสนีย์  ปราโมช เห็นว่า "พิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติออกโฉนด ร.ศ. ๑๒๗ มาตรา ๓ ข้อ ๑ ข. กับมาตรา ๕๙ เห็นได้ว่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่า หมายความถึง ที่ดินซึ่งยังไม่ได้ออกโฉนดให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ใด... ที่ดินที่มีผู้ขอจับจองทำประโยชน์ไม่เป็นที่รกร้างว่างเปล่า"

  ศาสตราจารย์ บัญญัติ  สุชีวะ เห็นว่า "ที่ดินรกร้างว่างเปล่า หมายถึง ที่ดินซึ่งเอกชนยังไม่เคยมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อน ถ้าเป็นที่ดินซึ่งเอกชนเคยมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองมาก่อนแล้ว แม้จะทอดทิ้งไปปล่อยไว้ให้รกร้างว่างเปล่าเพียงใดก็หาใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่"

[๖] บันทึก เรื่อง ปัญหาข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พุทธศักราช ๒๔๘๔ (สิทธิในที่ดินตามประทานบัตรที่ออกให้แก่ชนชาติศัตรู ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีถือไว้แทนรัฐ) (เรื่องเสร็จที่ ๑๗๓/๒๕๑๕) ส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ สร. ๑๘๐๒/๕๓๖๕ ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๕  ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๗] พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พระพุทธศักราช ๒๔๖๑

  มาตรา ๓  ศัพท์ต่างๆ ซึ่งใช้ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าในที่ใดไม่ปรากฏคำชี้แจงเป็นอย่างอื่นแล้ว ให้พึงเข้าใจความตามคำอธิบายต่อไปนี้ คือ

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

   ๕. ประทานบัตร์ทำเหมืองแร่หรือประทานบัตร์ ให้พึงเข้าใจว่าหนังสือสำคัญซึ่งกรมราชโลหกิจจะได้ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ผู้นั้นมีอำนาจทำเหมืองแร่ได้ในที่เฉพาะซึ่งได้กำหนดไว้ในประทานบัตร์

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๘] พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พระพุทธศักราช ๒๔๖๑

  มาตรา ๕๑  ประทานบัตร์ทำเหมืองแร่ไม่ได้ให้อำนาจแก่ผู้ถือประทานบัตร์หวงห้าม หรือถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่แผ่นดินในเหมืองแร่นั้นเลย เพราะเหตุฉะนั้นให้ผู้ถือประทานบัตร์มีอำนาจเพียงนี้ คือ

  ข้อ ๑  ผู้ถือประทานบัตร์มีอำนาจทำเหมืองแร่ คือ ขุดและล้าง และจำหน่ายแร่ได้แต่เฉพาะแร่ที่ได้บ่งอนุญาตไว้ในประทานบัตร์ ถ้าจะทำเหมืองแร่ชนิดอื่นนอกจากนั้นแล้ว ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากเสนาบดีก่อน

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๙] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๖, ข้างต้น

[๑๐] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑, ข้างต้น

[๑๑] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๖, ข้างต้น

[๑๒] มาตรา ๑๖๓  บรรดาประทานบัตร อาชญาบัตร หรือใบอนุญาต ที่ได้ออกให้ตามกฎหมายที่ถูกยกเลิกตามมาตรา ๓ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นประทานบัตร อาชญาบัตร หรือใบอนุญาตออกตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะสิ้นอายุ

[๑๓] มาตรา ๗๓  ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิในเขตเหมืองแร่เฉพาะแต่

  (๑) ทำเหมืองและขายแร่ที่ระบุในประทานบัตร ส่วนแร่อื่นซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองนั้น ผู้ถือประทานบัตรจะขายได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี

  (๒) ปลูกสร้างอาคารหรือกระทำการอื่นเกี่ยวกับการทำเหมือง รวมทั้งการแต่งแร่หรือการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทราย

  (๓) ใช้ที่ดินในเขตเหมืองแร่ ที่ขุดเอาแร่แล้วหรือที่มีแร่ไม่สมบูรณ์พอที่จะเปิดการทำเหมือง เพื่อเกษตรกรรมในระหว่างอายุประทานบัตร แต่ทั้งนี้เมื่อสิ้นอายุประทานบัตรแล้วมิให้ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง

  (๔) นำคดีขึ้นสู่ศาลในกรณีที่มีผู้โต้แย้งหรือขัดขวางสิทธิในการทำเหมือง

[๑๔] มาตรา ๔  ที่ราชพัสดุ หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด เว้นแต่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังต่อไปนี้

  (๑) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน

  (๒) อสังหาริมทรัพย์สำหรับพลเมืองใช้หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาป

  ส่วนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลและขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ

[๑๕] มาตรา ๑๑  การจัดหาผลประโยชน์ซึ่งที่ดินของรัฐตามนัยดังกล่าวมาในมาตราก่อนนี้ รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้จัดหาผลประโยชน์สำหรับรัฐหรือบำรุงท้องถิ่นก็ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง