ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

การพ้นจากตำแหน่ง, การเกษียณอายุราชการ

บันทึก เรื่อง การพ้นจากตำแหน่งและการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) - เรื่องเสร็จที่ 656/2545

มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2541

 

เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เกษียณอายุราชการ ไม่ถือว่าเป็นเหตุที่ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ฯ ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติใดกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการครูตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูแต่อย่างใด และมาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ฯ ได้กำหนดเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งอธิการไว้กรณีเดียว คือ ครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี เท่านั้น เมื่อถือว่าผู้นั้นยังไม่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว การใช้อำนาจตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ฯ ของผู้นั้นจึงย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เรื่องเสร็จที่ ๓๓๓/๒๕๔๕

เรื่องเสร็จที่ ๖๕๖/๒๕๔๕

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง การพ้นจากตำแหน่งและการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

                  

 

กรมศิลปากรได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๗๐๑/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า นายธงชัย รักปทุม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรม ๙ ชช สถาบันศิลปกรรม ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๒ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๔ ปี ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แต่ปรากฏว่านายธงชัยฯ มีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔ และได้พ้นจากตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญเนื่องจากเกษียณอายุ ในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๔ ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ยังไม่สิ้นสุดลง จึงขอหารือปัญหาเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งและการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของนายธงชัย รักปทุม ในฐานะอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดังนี้

๑. เมื่อปรากฏว่านายธงชัย รักปทุม เกษียณอายุพ้นจากราชการเนื่องจากมีอายุครบ ๖๐ ปี บริบูรณ์ ตามนัยที่บัญญัติในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ แก้ไขเพิ่มเติม โดยฉบับที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ แล้ว จะถือว่าการเกษียณอายุราชการเป็นเหตุที่ทำให้นายธงชัยฯ ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ หรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ไม่มีบทบัญญัติมาตราใด กำหนดเกี่ยวกับเหตุที่จะทำให้อธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์พ้นจากตำแหน่งนอกเหนือจากการครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี

๒. ในกรณีนี้ไม่ว่าการเกษียณอายุราชการจะเป็นเหตุให้นายธงชัย รักปทุม พ้นจากตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ หรือไม่ กรมศิลปากร ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของนายธงชัย รักปทุม ในฐานะอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดังนี้

๒.๑ ในกรณีที่การเกษียณอายุราชการเป็นเหตุให้นายธงชัย รักปทุม พ้นจากตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มีประเด็นที่ขอหารือคือ การดำเนินการของนายธงชัย รักปทุม ในฐานะอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมาตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๘ ซึ่งได้กระทำนับแต่วันที่ได้เกษียณอายุราชการแล้ว เช่น การจัดซื้อ-จัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นการกระทำโดยได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมศิลปากร การอนุมัติให้นักศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร การขออนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี เป็นต้น จะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ หากไม่มีผลสมบูรณ์กรมศิลปากรจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวมีผลสมบูรณ์

๒.๒ ในกรณีที่การเกษียณอายุราชการไม่เป็นเหตุให้นายธงชัย รักปทุม พ้นจากตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มีประเด็นที่ขอหารือคือ เมื่อปรากฏว่า อธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มิใช่ข้าราชการสังกัดกรมศิลปากรแล้ว อธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จะมีอำนาจจัดการบุคลากรซึ่งเป็นข้าราชการ/ลูกจ้าง สังกัดกรมศิลปากรและบริหารของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ซึ่งเป็นส่วนราชการได้หรือไม่ อย่างไร

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๘) ได้พิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ (กรมศิลปากร) แล้ว มีความเห็นดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ปัญหาที่ว่า เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เกษียณอายุพ้นจากราชการเนื่องจากมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ จะถือว่าการเกษียณอายุราชการดังกล่าวเป็นเหตุที่ทำให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์หรือไม่ นั้นเห็นว่า มาตรา ๑๗[๑] แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้กำหนดคุณสมบัติของอธิการไว้แต่เฉพาะคุณวุฒิทางการศึกษา และระยะเวลาที่ได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ทางด้านบริหารในสถาบันการศึกษาหรือได้เคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษา เท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติมาตราอื่นใดกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการครูตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูแต่อย่างใดไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของตำแหน่งอื่น ๆ ในทางบริหารของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้แก่ ตำแหน่งรองอธิการ และผู้ช่วยอธิการ แล้ว จะเห็นได้ว่ากรณีตำแหน่งดังกล่าวนอกจากจะได้กำหนดคุณสมบัติทางด้านคุณวุฒิทางการศึกษา และระยะเวลาที่ได้ทำการสอนหรือประสบการณ์ทางด้านบริหารในสถาบันการศึกษาหรือได้เคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษา เช่นเดียวกับคุณสมบัติของอธิการ แล้ว ยังได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้ในมาตรา ๑๖ วรรคสี่[๒] แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ว่าจะต้องเป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันด้วย ซึ่งมาตรา ๒๕ วรรคสอง[๓] แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง และถอดถอนคณาจารย์ประจำนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ดังนั้น ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรองอธิการ และผู้ช่วยอธิการได้จะต้องเป็นข้าราชการครูเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าแตกต่างจากกรณีคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการที่มิได้มีการกำหนดไว้แต่อย่างใด ว่าจะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญหรือข้าราชการครูด้วย นอกจากนี้บทบัญญัติมาตรา ๑๖ วรรคสาม[๔] แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้กำหนดเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของอธิการไว้เพียงกรณีเดียว คือ ครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี เท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้การพ้นจากราชการเป็นเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งอธิการด้วย ดังนั้น ในกรณีที่มีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันพัฒนศิลป์ และข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องพ้นจากราชการด้วยเหตุเกษียณอายุราชการก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งอธิการ ข้าราชการผู้นั้นจึงไม่จำต้องพ้นจากตำแหน่งอธิการ ทั้งนี้ ตามนัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีสถานะของอธิการสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน[๕]

ประเด็นที่สอง ที่ว่า ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ การใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘[๖] แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ดำเนินการไปแล้วภายหลังเกษียณอายุ จะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ หากไม่สมบูรณ์จะต้องดำเนินการอย่างไร นั้น เห็นว่า เมื่อได้ตอบข้อหารือในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ไม่จำต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวด้วยเหตุเกษียณอายุราชการก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง ดังนั้น การใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ของผู้นั้นจึงย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ประเด็นที่สาม ที่ว่า ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ไม่จำต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ จะมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง หรือบริหารกิจการของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ซึ่งเป็นส่วนราชการได้หรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่าเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งอธิการไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุเกษียณอายุราชการ และมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ กำหนดให้อธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีอำนาจและหน้าที่บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถาบัน รวมทั้งมีอำนาจควบคุมดูแลบุคลากรการเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน ตลอดจนอำนาจและหน้าที่อื่น ๆ ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการจึงยังคงมีอำนาจและหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าว รวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง

 

 

 

(ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยวัฒน์  วงศ์วัฒนศานต์)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤศจิกายน ๒๕๔๕



  ส่งพร้อมหนังสือที่ นร ๐๙๐๑/๑๙๕๐ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] มาตรา ๑๗  อธิการ รองอธิการและผู้ช่วยอธิการต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

(๑) ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษาที่สถาบันรับรองและได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือ

(๒) ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี

[๒] มาตรา ๑๖                    ฯลฯ                              ฯลฯ

รองอธิการและผู้ช่วยอธิการนั้น ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการจากคณาจารย์ประจำของสถาบันผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๗

ฯลฯ                              ฯลฯ

[๓] มาตรา ๒๕                    ฯลฯ                              ฯลฯ

คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้ง และถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู

[๔] มาตรา ๑๖                    ฯลฯ                              ฯลฯ

อธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และจะได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้

ฯลฯ                              ฯลฯ

[๕] บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หารือปัญหาการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ. ๒๕๔๑ (กรณีสถานะของอธิการสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน) (คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๘) เรื่องเสร็จที่ ๒๒๖/๒๕๔๕) ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๖๐๑/๑๔๓๓ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๖] มาตรา ๑๘  อธิการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้

(๑) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และของสถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน

(๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน

ฯลฯ                              ฯลฯ