ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

จดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน

บันทึก เรื่อง การยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานกรณีการเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทจำกัด - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 9) - เรื่องเสร็จที่ 320/2546

มาตรา 43 มาตรา 45 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

 

กรณีที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้จัดให้มีการประชุมใหญ่และมีมติให้แบ่งแยกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นสหภาพแรงงานในบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด และสหภาพแรงงานในบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด โดยแต่ละสหภาพแรงงานของบริษัททั้งสองต่างก็มีสมาชิกของสหภาพแรงงานไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด โดยมติจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ชื่อ ข้อบังคับการเงิน ทรัพย์สิน หนี้สิน และความรับผิดที่รับโอนมาจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยสหภาพแรงงานอาจไปดำเนินการยื่นคำขอจัดตั้งและจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และชอบที่นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้ได้ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 กรณีนี้จึงมิได้เป็นการตั้งต้นขอจัดตั้งและจดทะเบียนสหภาพแรงงานใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 43  แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เรื่องเสร็จที่ /๒๕๔๖

เรื่องเสร็จที่ ๓๒๐/๒๕๔๖

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  การยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานกรณีการเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทจำกัด

                  

 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีหนังสือด่วนมาก ที่ รง ๐๕๐๔/๐๐๑๘๘  ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความว่า เนื่องจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) เรื่อง ความต่อเนื่องของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจภายหลังการแปรรูปองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่ว่าในกรณีการเปลี่ยนสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด และบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพราะพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ .. ๒๕๔๓ หมวด ว่าด้วยสหภาพแรงงาน ได้บัญญัติว่า รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพแรงงานได้เพียงสหภาพแรงงานเดียว และลูกจ้างที่มีสิทธิรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ต้องเป็นลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจเดียวกัน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงต้องปรับโอนไปเป็นสหภาพแรงงานบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด หรือสหภาพแรงงานบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด แต่เพียงบริษัทเดียวสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สมาชิก เพื่อให้สมาชิกลงมติปรับเปลี่ยนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยไปเป็นสหภาพแรงงานบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด หรือสหภาพแรงงานบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด แต่เพียงสหภาพแรงงานเดียว ฯลฯ จากความเห็นดังกล่าว มีประเด็นทางกฎหมายต่อเนื่องว่า หากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจะต้องปรับโอนไปเป็นสหภาพแรงงานบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด หรือสหภาพแรงงานบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด แต่เพียงบริษัทเดียว แต่ลูกจ้างของบริษัทที่เหลืออีกบริษัทหนึ่งยังประสงค์จะให้มีสหภาพแรงงานในบริษัทของตน จะนำมติที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่ให้ความเห็นชอบในการนำทะเบียนสมาชิกที่มีอยู่เดิมในส่วนที่เหลือ พร้อมร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานใหม่ไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานโดยถือว่าทะเบียนสมาชิกที่มีอยู่เดิมนั้นเป็นบัญชีรายชื่อตามแบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดตามมาตรา ๔๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.. ๒๕๔๓ ได้หรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีความเห็นเป็นสองฝ่าย กล่าวคือ

ความเห็นแรก เห็นว่า การขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้นต้องมีเอกสารประกอบการขอจัดตั้งและจดทะเบียนสหภาพแรงงานตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.. ๒๕๔๓ และต้องจัดทำบัญชีรายชื่อและลายมือชื่อของผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานยื่นพร้อมคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานตามแบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้กำหนดไว้ในแบบ กรพ.๖ เท่านั้น จะนำทะเบียนสมาชิกสหภาพแรงงานตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ในแบบ กรพ.๗ มาเป็นบัญชีรายชื่อไม่ได้ เพราะเป็นแบบที่นายทะเบียนให้สหภาพแรงงานจัดทำไว้เพื่อการตรวจสอบตามมาตรา ๖๐ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓

ความเห็นที่สอง เห็นว่า เมื่อมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ .. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติว่า ในกรณีที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่มีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นของบริษัทหรือกฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใดๆ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป ดังนั้น ในกรณีที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด และบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด หากบริษัทที่เหลืออีกบริษัทหนึ่งซึ่งที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยมิได้มีมติให้ความเห็นชอบให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยโอนไปเป็นของบริษัทนั้น แต่เมื่อบริษัทดังกล่าวที่จะต้องไปจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นใหม่มีจำนวนลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างทั้งหมดประสงค์ให้มีสหภาพแรงงานในบริษัทของตน ก็สามารถนำมติที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่ให้ความเห็นชอบในการนำทะเบียนสมาชิกที่มีอยู่เดิมของลูกจ้างในบริษัทที่เหลืออีกบริษัทหนึ่งนั้น พร้อมร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานใหม่ไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานใหม่ต่อนายทะเบียนได้ โดยถือว่าทะเบียนสมาชิกที่มีอยู่เดิมของลูกจ้างในบริษัทดังกล่าวเป็นบัญชีรายชื่อตามแบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ .. ๒๕๔๓ ได้  ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงในการบริหารงานสหภาพแรงงานและเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจพ.. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ดังกล่าวข้างต้น

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) ได้รับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนการสื่อสารแห่งประเทศไทย และผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้ว ได้ความว่า กรณีตามข้อหารือเป็นเรื่องในทางปฏิบัติที่สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในกรณีการเปลี่ยนสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด และบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อมีมติปรับโอนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยไปยังบริษัทใดบริษัทหนึ่งแต่เพียงบริษัทเดียว[๑] ซึ่งถ้าจะต้องปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวจะทำให้สถานภาพของสหภาพแรงงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่ได้รับโอนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจารสื่อสารแห่งประเทศไทยมามีความต่อเนื่อง แต่อีกบริษัทหนึ่งต้องไปจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นใหม่ อันจะทำให้สิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเดิมที่เหลืออยู่ไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นธรรม แต่ถ้าหากที่ประชุมใหญ่มีมติให้นำทะเบียนสมาชิกในส่วนที่เหลือและมีจำนวนสมาชิกเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างทั้งหมดพร้อมร่างข้อบังคับไปยื่นต่อนายทะเบียนได้ก็จะทำให้สิทธิประโยชน์ของสมาชิกดังกล่าวเกิดความต่อเนื่องเหมือนกับสมาชิกในบริษัทที่ได้รับโอนไป

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกอบกับคำชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า หากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้จัดให้มีการประชุมใหญ่และมีมติให้แบ่งแยกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นสหภาพแรงงานในบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด และสหภาพแรงงานในบริษัท กสท.ไปรษณีย์ จำกัด โดยแต่ละสหภาพแรงงานของบริษัททั้งสองต่างก็มีสมาชิกของสหภาพแรงงานไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด และมีชื่อ ข้อบังคับ การเงิน ทรัพย์สิน หนี้สิน และความรับผิดที่รับโอนมาจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย โดยมีรายละเอียดชัดแจ้งครบถ้วนในมติของที่ประชุมใหญ่แล้ว สหภาพแรงงานที่ได้แบ่งแยกกันแล้วทั้งสองแห่งย่อมมีคุณสมบัติที่จะมีฐานะเป็นสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ โดยการคัดแยกรายชื่อสมาชิกจากทะเบียนสมาชิกที่มีอยู่เดิมให้ได้จำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างของแต่ละบริษัท จากนั้นสมาชิกของสหภาพแรงงานก็อาจไปดำเนินการขอจัดตั้งและจดทะเบียนสหภาพแรงงานได้ และชอบที่นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้ได้ตามมาตรา ๔๕[๒] แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ ความเป็นธรรมของสมาชิก และเพื่อการบริหารงานของสหภาพแรงงานให้ต่อเนื่องกันไปได้ เพราะกรณีนี้มิได้เป็นการตั้งต้นขอจัดตั้งและจดทะเบียนสหภาพแรงงานเป็นครั้งแรกตามมาตรา ๔๓[๓] แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ 

 

 

ลงชื่อ   พรทิพย์  จาละ

(นางสาวพรทิพย์ จาละ)

รองเลขาธิการฯ

รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เมษายน ๒๕๔๖

 



ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๙๐๑/๐๔๔๑ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๖ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑]บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ความต่อเนื่องของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ภายหลังการแปรรูปองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร ๐๖๐๑/๑๖๘๓ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๕ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (เรื่องเสร็จที่ ๔๑๙/๒๕๔๕)

[๒] มาตรา  ๔๕ เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจใดและตรวจสอบแล้วเห็นว่า วัตถุประสงค์ถูกต้องตามขอบเขตของมาตรา ๔๐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติถูกต้องตามมาตรา ๔๑ คำขอดังกล่าวมีข้อความตลอดจนเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา ๔๓ และข้อบังคับถูกต้องตามมาตรา ๔๔ มีรายชื่อและลายมือชื่อผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการ และยังไม่มีการจดทะเบียนสหภาพแรงงานขึ้นในรัฐวิสาหกิจนั้น ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนสหภาพแรงงานให้แก่สหภาพแรงงานนั้น

  คำขอจดทะเบียนรายใด มีข้อความตลอดจนเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนถูกต้องอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึงร้อยละยี่สิบห้าของลูกจ้างทั้งหมดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรายดังกล่าวดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ทราบ ถ้าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนไม่ดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลานั้น ให้ถือว่าคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานรายดังกล่าวเป็นอันตกไป

[๓] มาตรา  ๔๓ การขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน ให้ลูกจ้างมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคน เป็นผู้เริ่มก่อการ ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานอย่างน้อยสามฉบับ บัญชีรายชื่อและลายมือชื่อของผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของลูกจ้างทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการ

  คำขอและบัญชีรายชื่อให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด

  ลูกจ้างคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้เพียงแห่งเดียว

  เมื่อนายทะเบียนรับคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานแล้ว ให้นายทะเบียนปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างทั้งหมดทราบ