ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

การเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน, เขื่อนรัชชประภา

บันทึก เรื่อง การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับสันเขื่อนรัชชประภา - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 3) - เรื่องเสร็จที่ 333/2546

มาตรา 6 มาตรา 8 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดพื้นที่ที่เป็นบริเวณต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐวิสาหกิจให้ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2535

 

โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องชำระภาษีนั้นต้องมีลักษณะเข้าอยู่อาศัยได้ เช่น บ้านอยู่อาศัย หรือต้องใช้เป็นที่ไว้สินค้าได้ เช่น อาคารเก็บสินค้าหรือถึงน้ำมันที่ก่อสร้างติดกับที่ดิน หรืออาคารที่ต้องใช้ประกอบอุตสาหกรรมได้ เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานต่างๆ หรืออาคารที่สามารถเข้าใช้ได้ เช่น ที่จอดรถหรืออาคารจอดรถ และอาคารดังกล่าวได้ก่อให้เกิดประโยชน์รายได้แก่ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นด้วย เมื่อเขื่อนรัชชประภาเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นโรงผลิตไฟฟ้า ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้และก่อให้เกิดประโยชน์รายได้แก่ กฟผ. โดยการจำหน่ายไฟฟ้า จึงถือได้ว่าเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินอันอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ สำหรับสันเขื่อนเป็นพื้นที่ด้านบนของเขื่อนที่อาจมีการสร้างเป็นถนนเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและเพื่อการบำรุงดูแลรักษาเขื่อน จึงย่อมเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อน โดยไม่อาจแยกเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต่างหากจากเขื่อนรัชชประภาได้ ส่วนภูเขา เขาหรือเป็นเขาที่เป็นผนังกั้นนั้นในพื้นที่อ่างเก็บนั้น แม้เป็นพื้นที่ที่เป็นบริเวณต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เสนอ คกก

เรื่องเสร็จที่ ๓๓๓/๒๕๔๖

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับสันเขื่อนรัชชประภา

                  

 

กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๘./๓๐๓๕ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า  จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ขอหารือเกี่ยวกับการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินกรณีพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนต่างๆ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง  กำหนดพื้นที่ที่เป็นบริเวณต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐวิสาหกิจให้ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ลงวันที่ ๒๗ มกราคม   พ.. ๒๕๓๕ จะรวมถึงพื้นที่บนสันเขื่อนด้วยหรือไม่  โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความเห็นว่า พื้นที่บนสันเขื่อนรัชชประภาซึ่งเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว  เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะเป็นพื้นที่เฉพาะที่เป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนเท่านั้น มิได้รวมถึงพื้นที่บนสันเขื่อนด้วย

กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วมีความเห็นเป็นหลายแนว ดังนี้

. เขื่อนไม่เป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนต่างๆ จะมีเขื่อนและพื้นที่บนสันเขื่อนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อ่างเก็บน้ำโดยไม่อาจแยกออกจากกันได้เขื่อนจึงเป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว

. เขื่อนเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่เข้าข่ายเสียภาษีตามกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยพิจารณาเทียบเคียงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ ๗) ซึ่งได้เคยวินิจฉัยความหมายของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องชำระภาษีในกรณีเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าไว้ว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องชำระภาษีต้องมีลักษณะเข้าอยู่อาศัยได้ หรือต้องใช้เป็นที่ไว้สินค้าได้  หรือต้องใช้ประกอบอุตสาหกรรมได้ และก่อให้เกิดผลประโยชน์รายได้แก่ผู้เป็นเจ้าของด้วย

. เขื่อนไม่เป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นที่ดินที่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง (โรงผลิตไฟฟ้า) ที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งกำหนดให้ ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆตามความหมายแห่งมาตรานี้ หมายความว่า ที่ดินซึ่งปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ และบริเวณต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

กระทรวงมหาดไทยจึงขอหารือว่า พื้นที่บนสันเขื่อนดังกล่าวจะจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้หรือไม่ เพียงใด

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๓) ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวข้างต้น โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย(กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) ผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพัง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว  ปรากฏข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่า เขื่อนรัชชประภาเป็นทรัพย์สินที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อผลิต จัดให้ได้มาหรือจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าตามมาตรา ๖[๑] ประกอบกับมาตรา ๙ ()[๒] แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.. ๒๕๑๑ และ กฟผ. เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของเขื่อนรัชชประภามาโดยตลอด  โดยในปีภาษี ๒๕๔๕ เมื่อ กฟผ. ได้รับแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับเขื่อนรัชชประภาจากองค์การบริหารส่วนตำบลเขาพัง จังหวัดสุราษฎร์ธานี  และได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวไปแล้ว  กฟผ. ได้พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเขาพัง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำพื้นที่บนสันเขื่อนรัชชประภามารวมคำนวณเพื่อหาค่ารายปีในการคิดภาษีโรงเรือนและที่ดินด้วย  กฟผ. จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน เพื่อขอคืนเงินค่าภาษีในส่วนดังกล่าว  เนื่องจากเห็นว่า สันเขื่อนรัชชประภาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อ่างเก็บน้ำที่ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง  กำหนดพื้นที่ที่เป็นบริเวณต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐวิสาหกิจให้ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ลงวันที่ ๒๗ มกราคม พ.. ๒๕๓๕  ดังนั้น พื้นที่บนสันเขื่อนรัชชประภาจึงไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

โดยที่มาตรา ๘[๓] แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๔) .. ๒๕๓๔ กำหนดให้ผู้รับการประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง  ซึ่งมาตรา ๔๐[๔] แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ กำหนดให้เรียกเก็บจากเจ้าของทรัพย์สินนั้น เว้นแต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ กำหนดให้ได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว  ดังนั้น กรณีตามข้อหารือจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่า เขื่อนรัชชประภาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่

ทรัพย์สินที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา ๖[๕] แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ประกอบกับมาตรา ๘[๖] แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๔) .. ๒๕๓๔ นั้น ได้แก่ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ ๗) ได้เคยวินิจฉัยความหมายของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องชำระภาษีไว้ว่า ��โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องชำระภาษีนั้นต้องมีลักษณะเข้าอยู่อาศัยได้ เช่น บ้านอยู่อาศัย หรือต้องใช้เป็นที่ไว้สินค้าได้ เช่น อาคารเก็บสินค้าหรือถังน้ำมันที่ก่อสร้างติดกับที่ดิน หรือต้องใช้ประกอบอุตสาหกรรมได้ เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานต่างๆ หรือเข้าใช้ได้ เช่น ที่จอดรถหรืออาคารจอดรถ และได้ก่อให้เกิดประโยชน์รายได้แก่ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นด้วย��[๗]  ขื่อนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อขวางกั้นลำน้ำหรือกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าหรือให้ไหลตามปริมาณที่ต้องการ โดยผ่านทางประตูน้ำ ทางท่อระบายน้ำหรือช่องทางอื่นที่ต้องการ เพื่อประโยชน์ในการชลประทาน การผลิตกระแสไฟฟ้าหรือประโยชน์ด้านอื่นๆ และอาจปลูกสร้างเป็นกำแพงคอนกรีตหรือคันดินตามความเหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่  สำหรับเขื่อนรัชชประภานั้นนอกจากเป็นสิ่งปลูกสร้างโดยข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีลักษณะใช้ประกอบอุตสาหกรรมเป็น โรงผลิตไฟฟ้า เข้าใช้ได้และก่อให้เกิดประโยชน์รายได้แก่ กฟผ. โดยการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า  ดังนั้น เขื่อนรัชชประภาจึงเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ อันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ

สำหรับกรณีของพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนรัชชประภานั้น เห็นว่า  อ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่หลังเขื่อนที่อาจมีน้ำอยู่ก่อนแล้วหรืออาจเกิดขึ้นจากการปล่อยน้ำให้ไหลมาขังไว้ โดยมีภูเขา เขา หรือเนินเขาที่มีอยู่ตามธรรมชาติเป็นผนังกั้นน้ำเพื่อไม่ให้น้ำไหลไปทางอื่นนอกจากไหลออกทางเขื่อนกั้นน้ำเท่านั้น  ดังนั้น ภูเขา เขา หรือเนินเขาที่เป็นผนังกั้นน้ำดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ แต่เป็นพื้นที่ที่เป็นบริเวณต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ  แต่เนื่องจากบริเวณรับน้ำในอ่างเก็บน้ำมีพื้นที่จำนวนมาก หากนำมาคำนวณเป็นภาษีแล้วย่อมเป็นภาระเกินควรแก่ กฟผ. ซึ่งมีเขื่อนอยู่ในความปกครองดูแลหลายแห่ง  ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง  กำหนดพื้นที่ที่เป็นบริเวณต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐวิสาหกิจให้ได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ลงวันที่ ๒๗ มกราคม พ.. ๒๕๓๕ กำหนดยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนต่างๆ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ สันเขื่อนรัชชประภาเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อันอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ หรือไม่  ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๓) เห็นว่า สันเขื่อนเป็นพื้นที่ด้านบนของเขื่อนที่อาจมีการสร้างเป็นถนนเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและเพื่อการบำรุงดูแลรักษาเขื่อน  สันเขื่อนจึงย่อมเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อน  เมื่อเขื่อนรัชชประภาเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้ว สันเขื่อนรัชชประภาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนรัชชประภาจึงไม่อาจแยกเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินต่างหากจากเขื่อนรัชชประภาได้ โดยหลักเกณฑ์การประเมินภาษีนั้นต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ กำหนดไว้

 

 

ลงชื่อ    พรทิพย์  จาละ

(นางสาวพรทิพย์  จาละ)

รองเลขาธิการฯ

รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤษภาคม ๒๕๔๖



ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๙๐๑/๐๔๖๓ ลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  มีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] มาตรา ๖  ให้จัดตั้งการไฟฟ้าขึ้นเรียกว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเรียกโดยย่อว่า กฟผ.� และให้เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

() ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งหรือจำหน่ายซึ่งพลังงานไฟฟ้าให้แก่

(‏א)                    การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้าอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

(‏ב)                    ผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

(‏ג)                     ประเทศใกล้เคียง

() ดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานอันได้มาจากธรรมชาติ เช่น น้ำ ลมความร้อนธรรมชาติ แสงแดด แร่ธาตุ หรือเชื้อเพลิง เป็นต้นว่า น้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซ รวมทั้งพลังงานปรมาณูเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า และงานอื่นที่ส่งเสริมกิจการของ กฟผ.

(๒ ทวิ) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของ กฟผ. หรือร่วมทุนกับบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการดังกล่าว

() ผลิตและขายลิกไนท์ หรือวัตถุเคมีจากลิกไนท์ หรือโดยอาศัยลิกไนท์ หรือร่วมทุนกับบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการดังกล่าว

[๒] มาตรา ๙  ให้ กฟผ. มีอำนาจกระทำกิจการภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

() สร้างเขื่อนกั้นน้ำ เขื่อนระบายน้ำ เขื่อนกักเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ หรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์ของเขื่อนหรืออ่างนั้นเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือเพื่อการพัฒนาการไฟฟ้าพลังน้ำ หรือเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการไฟฟ้า สร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังปรมาณู หรือโรงไฟฟ้าพลังอื่น รวมทั้งลานไกไฟฟ้าและสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้านั้นๆ หรือสร้างระบบไฟฟ้า

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๓] มาตรา ๘  ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีปีละครั้งตามค่ารายปีของทรัพย์สิน คือ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นกับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น นั้น ในอัตราร้อยละสิบสองครึ่งของค่ารายปี

  เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ค่ารายปีหมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ

  ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

[๔] มาตรา ๔๐  ค่าภาษีนั้น ท่านให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสีย

  แต่ถ้าที่ดินและโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ เป็นของคนละเจ้าของ เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ต้องเสียค่าภาษีทั้งสิ้น ในกรณีเช่นนั้นถ้าเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ไม่เสียภาษี ท่านว่าการขายทรัพย์สินทอดตลาดของผู้นั้นตามมาตรา ๔๔ ให้รวมขายสิทธิใดๆ ในที่ดินอันเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ยังคงมีอยู่นั้นด้วย

[๕] มาตรา ๖  เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น ๒ ประเภท คือ

  () โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

  () ที่ดินซึ่งมิได้ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ

  �ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆตามความหมายแห่งมาตรานี้หมายความว่า ที่ดินซึ่งปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ และบริเวณต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ

[๖] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๓, ข้างต้น

[๗] บันทึก เรื่อง  ภาษีโรงเรือนและที่ดินของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร ๐๖๐๑/๑๔๓๒ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (เรื่องเสร็จที่ ๘๖๗/๒๕๓๕) และบันทึก เรื่อง  การเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินของทางหลวงสัมปทาน ซึ่งส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ นร ๐๖๐๑/๕๔๔ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (เรื่องเสร็จที่ ๓๙๖/๒๕๔๐)