ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ครูโรงเรียนเอกชน, บุคคลในครอบครัว

บันทึก เรื่อง สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ของครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัว คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 9) เรื่องเสร็จที่ 586/2546

มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

มาตรา 52 มาตรา 82 รัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

 

ครูโรงเรียนเอกชนถือเป็นบุคคลอื่นใดที่มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายเงินจากเงินงบประมาณตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 สำหรับบุคคลในครอบครัวตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 เป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิของครู และไม่ได้สิทธิรับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณโดยตรง แต่ก็เป็นบุคคลประเภทที่ได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลโดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่นใดตามมาตรา 9 (3) และตามสิทธิของตนตามสถานภาพที่เป็นบุคคลในครอบครัวของครูโรงเรียนเอกชนตามมาตรา 9 (4) ด้วย อย่างไรก็ตาม ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวจะใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ได้ต่อเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามความในมาตรา 9 วรรคสาม กำหนดขึ้นใช้บังคับ

สำหรับดอกผลซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนไม่เพียงพอที่จะจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัว บุคคลเหล่านี้จะใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ได้หรือไม่ เมื่อมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ กำหนดให้นำเงินกองทุนฯ ไปหาผลประโยชน์ได้และเงินที่ได้จากการนำเงินสมทบ ซึ่งเป็นเงินงบประมาณที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้กองทุนฯ นั้นเมื่อนำไปดำเนินการหาผลประโยชน์แล้ว ดอกผลหรือเงินที่ได้มาก็จะต้องนำส่งเข้าสมทบเป็นเงินในกองทุนฯ ด้วย ด้วยเหตุนี้ ดอกผลดังกล่าวจึงไม่เป็นดอกผลนอกงบประมาณซึ่งมีผลทำให้ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวก็สามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ได้

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เรื่องเสร็จที่ ๕๘๖/๒๕๔๖

เรื่องเสร็จที่ ๕๘๖/๒๕๔๖

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

.. ๒๕๔๕ ของครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัว

                       

 

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๑๒๐๔/๔๗๙๘ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า โดยเหตุที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.. ๒๕๒๕ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานการศึกษามิได้มุ่งเน้นด้านการให้บริการจัดการด้านสาธารณสุขโดยตรง แม้จะมีบทบัญญัติให้จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจ่ายเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพให้แก่ครูเมื่อออกจากงาน เป็นเงินทดแทนเมื่อครูประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย เนื่องจากการทำงาน รวมทั้งการให้นำเงินเฉพาะดอกผลที่เกิดจากการส่งเงินสมทบในส่วนของผู้รับใบอนุญาตและส่วนของรัฐจัดเป็นสวัสดิการ แต่ก็เป็นวัตถุประสงค์ในขณะที่ยังไม่มีองค์กรโดยเฉพาะมาดูแลและรับผิดชอบในเรื่องการบริการสาธารณสุขโดยตรง ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่อัตราดอกเบี้ยตกต่ำ ทำให้การจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนสงเคราะห์ได้รับผลกระทบ ส่งผลถึงการจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวประสบปัญหาเงินไม่เพียงพอที่จะนำมาจัดสวัสดิการ จึงได้ปรับลดค่ารักษาพยาบาลของครูและบุคคลในครอบครัวเหลือปีละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งหาแนวทางที่จะให้บุคคลในครอบครัวของครูไปใช้บริการสาธารณสุขแต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับการสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ มีผลใช้บังคับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนได้ประสานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขของครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวว่าจะใช้สิทธิในการขอรับบริการสาธารณสุขจากหน่วยงานใด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จึงขอหารือดังนี้

ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวจะได้รับบริการสาธารณสุขจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๕๒ และมาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

บุคคลในครอบครัวตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน .. ๒๕๒๕ เป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิของครู และไม่ได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณโดยตรง ในกรณีเช่นนี้บุคคลในครอบครัวจะไปใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้หรือไม่

หากดอกผลซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนไม่เพียงพอที่จะจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวบุคคลเหล่านี้จะใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้หรือไม่

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) ได้รับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานปลัดกระทรวงและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน) สรุปข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ว่าปัจจุบันกองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.. ๒๕๒๕ ได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลในอัตราร้อยละหกของเงินเดือนที่ครูใหญ่หรือครูแต่ละคนได้รับ และเงินสมทบจากผู้รับใบอนุญาตและครูใหญ่หรือครูในอัตราร้อยละสามของเงินเดือนที่ครูใหญ่หรือครูแต่ละคนได้รับ โดยเงินสมทบทั้งสามส่วนนี้จะจ่ายเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพแก่ครูใหญ่และครูเมื่อออกจากงาน สำหรับการสงเคราะห์ในส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลแก่ครูใหญ่และครู รวมทั้งบุคคลในครอบครัวจะจ่ายจากดอกผลของเงินกองทุนสงเคราะห์ดังกล่าว เมื่อกองทุนสงเคราะห์ประสบปัญหาเงินไม่เพียงพอ จึงหาแนวทางแก้ไขโดยจะกำหนดให้บุคคลในครอบครัวไปใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ แต่ยังคงให้ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนได้รับการสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์นี้อย่างเดิมอยู่ต่อไป

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ประกอบกับคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวข้างต้นแล้ว มีความเห็นว่าพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ มีหลักการและเหตุผลในการประกาศใช้ สรุปความได้ว่า[๑] มาตรา ๕๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และให้ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ การให้บริการสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมเท่าที่จะกระทำได้ และมาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงโดยมีองค์กรกำกับดูแลซึ่งจะดำเนินการโดยการมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อจัดการให้มีระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทั้งประเทศ และให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานด้วยกันทุกคน นอกจากนี้ ปัจจุบันระบบการให้ความช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาลมีอยู่หลายระบบ ทำให้มีการเบิกจ่ายเงินซ้ำซ้อนกัน สมควรนำระบบการช่วยเหลือดังกล่าวมาจัดรวมกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมในด้านสาธารณสุขมิให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน และจัดระบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และโดยที่พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ มาตรา ๕[๒] บัญญัติว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้ แต่ในปัจจุบันยังมีบุคคลบางประเภทที่ได้รับบริการสาธารณสุขตามกฎหมายอื่นที่ต่างไปจากสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เช่น สวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลฯ ซึ่งออกตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย การรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน การรักษาพยาบาลของผู้ประสบภัยจากรถตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ด้วยเหตุนี้มาตรา [๓] มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ จึงได้บัญญัติรองรับสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขของบุคคลดังกล่าวให้ยังคงได้รับสวัสดิการตามขอบเขตของสิทธิที่ได้รับอยู่เดิมไปก่อน แต่ก็ได้กำหนดว่าบุคคลตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ประเภทใดหรือหน่วยงานใด จะใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้ตั้งแต่เมื่อใด ให้เป็นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้กำหนดให้มีการขยายบริการสาธารณสุขไปยังผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม โดยการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาการเริ่มให้บริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการแก่ผู้มีสิทธิดังกล่าว

จากหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดังที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) จึงมีความเห็นตามประเด็นข้อหารือดังนี้

ประเด็นที่หนึ่งที่ว่า ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัวจะได้รับบริการสาธารณสุขจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๕๒ และมาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะกระทำได้หรือไม่เพราะเหตุใด นั้น เห็นว่า มาตรา ๖๗[๔] แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.. ๒๕๒๕ ได้บัญญัติให้มีกองทุนสงเคราะห์ในกระทรวงศึกษาธิการประกอบด้วยเงินสมทบ เงิน หรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคและเงินรายได้อื่น และมาตรา ๖๘[๕] ได้บัญญัติให้ครูใหญ่ ครู ผู้รับใบอนุญาตและรัฐบาลออกเงินสมทบในกองทุนสงเคราะห์ จึงเห็นได้ว่าเงินสมทบส่วนหนึ่งในกองทุนสงเคราะห์เป็นเงินที่ได้มาจากเงินงบประมาณ ดังนั้น ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.. ๒๕๒๕ จึงเป็นบุคคลอื่นใดที่มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณตามมาตรา ๙ ()[๖] แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ แต่จะใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้เมื่อใด ก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๙ วรรคสาม[๗] ส่วนสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของบุคคลในครอบครัวได้ให้ความเห็นไว้ในข้อหารือประเด็นที่สอง

ประเด็นที่สองที่ว่า บุคคลในครอบครัวตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.. ๒๕๒๕ เป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิของครู และไม่ได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณโดยตรง บุคคลในครอบครัวจะไปใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้หรือไม่ นั้น เห็นว่าบิดามารดา คู่สมรส และบุตรเป็นบุคคลในครอบครัว ตามข้อ ๔[๘] ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน ในกรณีเจ็บป่วยและคลอดบุตร พ.. ๒๕๔๔ การที่มาตรา ๙ ()[๙] แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ บัญญัติให้สิทธิแก่บิดามารดา คู่สมรส และบุตรที่ได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาล โดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่นใดตามมาตรา ๙ () ย่อมมีผลถึงบุคคลในครอบครัวตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวข้างต้นด้วย ดังนั้น บิดามารดา คู่สมรส และบุตรซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวของครูใหญ่และครู จึงเป็นบุคคลประเภทที่ได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลโดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่นใดตามมาตรา ๙ () และตามสิทธิของตนตามสถานภาพที่เป็นบุคคลในครอบครัวของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนตามมาตรา ๙ () ด้วย แต่จะใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้แต่เมื่อใด ก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๙ วรรคสาม

ประเด็นที่สามที่ว่า หากดอกผลซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนไม่เพียงพอที่จะจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนและบุคคลในครอบครัว บุคคลเหล่านี้จะใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕ ได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า มาตรา ๗๒[๑๐] แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.. ๒๕๒๕ บัญญัติไว้ว่าเงินกองทุนสงเคราะห์ให้นำไปดำเนินการเพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ได้และเงินที่ได้จากการนำเงินสมทบไปดำเนินการหาผลประโยชน์ให้ส่งเข้าสมทบเป็นเงินกองทุนสงเคราะห์จึงเห็นได้ว่า ดอกผลหรือเงินที่ได้มาจากการนำเงินสมทบไปดำเนินการหาผลประโยชน์ได้กลับมาเป็นเงินในกองทุนสงเคราะห์ที่มีเงินสมทบส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากเงินงบประมาณ ดังนั้น เมื่อมีดอกผลที่ได้มาจากเงินสมทบในส่วนที่เป็นเงินของรัฐบาลอยู่ด้วย ดอกผลที่ได้มานั้นก็ไม่เป็นเงินดอกผลนอกงบประมาณ กรณีต้องเป็นไปตามที่ได้ให้ความเห็นไว้แล้วในข้อหารือทั้งสองประเด็นข้างต้น

 

 

ลงชื่อ   พรทิพย์  จาละ

(นางสาวพรทิพย์  จาละ)

รองเลขาธิการฯ

รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม ๒๕๔๖



ส่งพร้อมหนังสือที่ นร ๐๙๐๑/๐๘๔๕ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๖ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๕

[๒] มาตรา ๕ บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้

  คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ

  ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่บุคคลจะมีสิทธิได้รับให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

[๓] มาตรา ๙ ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของบุคคลดังต่อไปนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มติคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่งใดๆ ที่กำหนดขึ้นสำหรับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้ใช้สิทธิดังกล่าวตามพระราชบัญญัตินี้

() ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ

() พนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

() พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานอื่นของรัฐหรือบุคคลอื่นใดที่มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณ

() บิดามารดา คู่สมรส บุตร หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลโดยอาศัยสิทธิของบุคคลตาม () () หรือ ()

  ในการนี้ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่จัดการให้บุคคลดังกล่าวสามารถได้รับบริการสาธารณสุขตามที่ได้ตกลงกันกับรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แล้วแต่กรณี

  การกำหนดให้บุคคลตามวรรคหนึ่งประเภทใด หรือหน่วยงานใด ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ได้เมื่อใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสามใช้บังคับแล้ว ให้รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แล้วแต่กรณี ดำเนินการจัดสรรเงินในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสำหรับบุคคลตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกานั้นให้แก่กองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ตกลงกับคณะกรรมการ

[๔] มาตรา ๖๗ ให้มีกองทุนสงเคราะห์ในกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเป็นทุนจ่ายให้แก่ครูใหญ่และครูตามมาตรา ๖๖ () () และ ()

  กองทุนสงเคราะห์ประกอบด้วยเงินสมทบ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคและเงินรายได้อื่น

  เงินที่กองทุนสงเคราะห์ได้รับทั้งสิ้นเป็นของกองทุนสงเคราะห์ในกระทรวงศึกษาธิการ โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

  การจัดการกองทุนสงเคราะห์ การเรียกเก็บและการนำส่งเงินสมทบ การจ่ายเงินสงเคราะห์หรือเงินทุนเลี้ยงชีพ และการอุทธรณ์การจ่ายเงินสงเคราะห์หรือเงินทุนเลี้ยงชีพให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา ๖๖ () หรือ () ระเบียบนั้นต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

[๕] มาตรา ๖๘ ให้ครูใหญ่ ครู ผู้รับใบอนุญาต และรัฐบาลออกเงินสมทบในกองทุนสงเคราะห์ตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

  () ครูใหญ่หรือครูออกเงินสมทบในอัตราร้อยละสามของเงินเดือนรายเดือนที่ครูใหญ่หรือครูแต่ละคนได้รับ

  () ผู้รับใบอนุญาตออกเงินสมทบเป็นจำนวนเท่ากับเงินสมทบที่ครูใหญ่หรือครูออกตาม () เป็นรายคน

  () รัฐบาลออกเงินสมทบเป็นจำนวนสองเท่าของเงินสมทบที่ครูใหญ่หรือครูออกตาม () เป็นรายคน

[๖] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๓, ข้างต้น

[๗] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๓, ข้างต้น

[๘] ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

  �บุคคลในครอบครัวหมายความว่า

  () บิดา มารดา โดยชอบด้วยกฎหมายของครูผู้มีสิทธิ

  () คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของครูผู้มีสิทธิ

  () บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่ในความอุปการะและมีอายุไม่เกินยี่สิบปี แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๙] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๓, ข้างต้น

[๑๐] มาตรา ๗๒ เงินกองทุนสงเคราะห์ให้นำไปดำเนินการเพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ได้ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

  เงินที่ได้จากการนำเงินสมทบไปดำเนินการหาผลประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ส่งเข้าสมทบเป็นเงินกองทุนสงเคราะห์