ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

การบังคับทางปกครอง

บันทึก เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง : กรณีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 719/2546

มาตรา 55 มาตรา 57 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา 271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

 

(1) คำว่า เจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น หมายถึง เจ้าหน้าที่ในสถานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐหรือตัวแทนของรัฐ สำหรับในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวฐานกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นั้น ถือว่าอยู่ในสถานะของเอกชน จึงมิใช่เจ้าหน้าที่ตามความหมายตามนัยมาตรา 55 ดังนั้น จึงสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ในกรณีนี้ได้

(2) การที่มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ใช้คำว่า อาจ มีความหมายว่า หน่วยงานของรัฐสามารถที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองก็ได้

(3) ข้อ 1 มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ให้นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับกับมาตรการบังคับทางปกครองโดยอนุโลม จึงต้องดำเนินการบังคับทางปกครองให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินตามระยะเวลาที่กำหนดในมาตรา 271 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วยเช่นกัน และหากหน่วยงานของรัฐมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หน่วยงานของรัฐก็สามารถเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมได้ในอัตราเดียวกับที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยค่าธรรมเนียมจะหักจากราคาทรัพย์ที่ขายทอดตลาดได้ก่อนที่จะนำมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ สำหรับในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้กำหนดผู้มีอำนาจยึด อายัดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้เป็นการเฉพาะแล้วและมิได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจมอบหมายให้เอกชนดำเนินการบังคับทางปกครองได้ ดังนั้น จึงไม่อาจว่าจ้างเอกชนหรือสำนักงานทนายความให้ดำเนินการแทนโดยผู้รับคำสั่งทางปกครองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ ดังเช่นที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของรัฐอาจดำเนินการให้เอกชนเข้าช่วยเหลือในการบังคับคดีในบางเรื่องได้

(4) เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว กรณีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาคดีได้ ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ตามนัยมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เรื่องเสร็จที่ ๗๑๙/๒๕๔๖

เรื่องเสร็จที่ ๗๑๙/๒๕๔๖

 

บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง : กรณีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

                  

 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีหนังสือ ที่ ทม ๐๖๐๑ ()/๕๔๐๙ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๖ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขอหารือการปฏิบัติราชการทางปกครองสองกรณี ดังนี้

กรณีที่หนึ่ง เนื่องด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๓๓ กำหนดเบี้ยปรับของข้าราชการที่ผิดสัญญาลาศึกษา ให้ชดใช้เบี้ยปรับเป็นอีกสองเท่าของเงินที่ต้องชดใช้คืนทบวงมหาวิทยาลัยจึงได้ออกระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาภายในประเทศ (ฉบับที่ ) .. ๒๕๓๓ เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ โดยกำหนดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาไว้จำนวนสองเท่า และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๓ เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยได้แจ้งเวียนให้ส่วนราชการในสังกัดทราบและถือปฏิบัติตามระเบียบทบวงมหาวิทยาลัยดังกล่าวแล้ว และให้ส่วนราชการต่างๆ จัดให้ข้าราชการที่ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อภายในประเทศตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๓ เป็นต้นไป ต้องมาทำสัญญาใหม่ ซึ่งกำหนดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาไว้จำนวนสองเท่าดังกล่าว

นายธีระ  ศิระธนาพันธ์ อาจารย์สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาระดับปริญญาเอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๓ ถึงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๕ โดยทำสัญญาลาศึกษาต่อภายในประเทศฉบับลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๓ ซึ่งสัญญาฉบับนี้กำหนดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาไว้จำนวนหนึ่งเท่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้จัดให้ข้าราชการที่ลาศึกษาต่อภายในประเทศมาทำสัญญาใหม่และรายงานให้มหาวิทยาลัยทราบแล้ว แต่ไม่ปรากฏชื่อนายธีระฯ อยู่ในข่ายที่จะต้องทำสัญญาใหม่ด้วย เมื่อนายธีระฯ ลาออกจากราชการจึงได้ตรวจสอบพบว่านายธีระฯ ไม่ได้จัดทำสัญญาฉบับใหม่ที่เพิ่มเบี้ยปรับเป็นสองเท่าแต่ประการใด มหาวิทยาลัยจึงสั่งการให้คณะวิศวกรรมศาสตร์จัดให้นายธีระฯ ทำสัญญาฉบับใหม่ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมทำสัญญาฉบับใหม่และไม่ยินยอมชดใช้เบี้ยปรับจำนวนสองเท่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ ต่อมา นายธีระฯ ได้ยินยอมชดใช้เบี้ยปรับแก่มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเท่าเท่านั้น และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต แจ้งให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทราบว่า เมื่อนายธีระฯ ได้ชำระต้นเงินจำนวน ๑๗๔,๕๓๙.๓๗ บาท และเบี้ยปรับอีกจำนวน ๑๗๔,๕๓๙.๓๗ บาท จึงเป็นการชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว หนี้ตามสัญญาจึงระงับไม่สามารถนำมาฟ้องร้องบังคับตามสัญญาได้อีก จึงถือได้ว่ากรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่อาจเรียกให้ข้าราชการที่ลาศึกษาต่อชำระเบี้ยปรับจำนวนสองเท่าได้นั้น เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่แล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้มีคำสั่ง ที่ ๒๓๐๓/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๒ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามข้อ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ และดำเนินการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า มีผู้ต้องรับผิดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวน ๑๗๔,๕๓๙.๓๗ บาท รวมสามราย ได้แก่

() นางศิริทิพย์  อุดมศรี เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ได้ตรวจสอบเอกสารเรื่องการลาของข้าราชการให้ครบถ้วน โดยลืมตรวจสอบแฟ้มข้าราชการที่ลาศึกษาภายในประเทศ

() นางอัมพร  เดียมขุนทด ในฐานะหัวหน้างานหรือรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าบริหารและธุรการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นและมีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาและดูแลรับผิดชอบการบริหารงานของงานบริหารและธุรการ แต่ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความรอบคอบ

() รองศาสตราจารย์ศุวศา  กานตวนิชกูร ในฐานะผู้รักษาการในตำแหน่งเลขานุการคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นกลางมีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาและดูแลรับผิดชอบการบริหารงานในสำนักงานเลขานุการ แต่ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความรอบคอบ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ลงนามรับทราบผลการพิจารณาเมื่อวันที่ สิงหาคม ๒๕๔๓ และเห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด จึงได้สั่งการและส่งสำนวนการสอบข้อเท็จจริงให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ กระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการฯ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีหนังสือลงวันที่ มีนาคม ๒๕๔๔ แจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด และหนังสือลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๔ เรียกให้บุคคลทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๑๗๔,๕๓๙.๓๗ บาท คืนแก่ทางราชการ จากนั้นได้มีหนังสือเตือนให้ชำระค่าสินไหมทดแทนอีกจำนวนสองครั้ง ได้แก่ วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ และวันที่ ตุลาคม ๒๕๔๔

ต่อมา บุคคลทั้งสามได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๐๗/๒๕๔๔ ขอให้เพิกถอนคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและขอให้ผ่อนผันการเรียกชดใช้เงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำคำให้การแก้ฟ้องและคำให้การเพิ่มเติมแก้คำคัดค้านให้การเสนอต่อศาลปกครองกลางเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครองเชียงใหม่ว่า มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งให้ผู้ที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและได้มีการเตือนให้ชำระหนี้แล้วแต่ผู้รับผิดมิได้ชดใช้แต่ประการใด กรณีจึงอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดได้ตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ จึงขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการบังคับทางปกครองต่อไปซึ่งสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครองเชียงใหม่ชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย่อมมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองทันที และผู้มีอำนาจยึด อายัดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นไปตามนัยกฎกระทรวง ฉบับที่ (.. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ส่วนวิธีการยึด อายัดทรัพย์และขายทอดตลาดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังมิได้รับชำระหนี้รายนี้แต่ประการใด จึงประสงค์จะขอหารือคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การบังคับทางปกครองไม่ใช้กับเจ้าหน้าที่ด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตามนัยมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ หมายความถึงกรณีใด

ประเด็นที่สอง กรณีที่หน่วยงานของรัฐสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายกรณีละเมิดเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยินยอมชดใช้ หน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึด อายัดทรัพย์สินและนำออกขายทอดตลาดตามนัยมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ทุกกรณีหรือไม่ เพราะบทบัญญัติในมาตรานี้ใช้ถ้อยคำว่าอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง�� และมาตรการบังคับทางปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าว อยู่ในความหมายของมาตรา ๕๕ หรือไม่

ประเด็นที่สาม การใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙

() มีกำหนดอายุความว่าต้องดำเนินการภายในเวลาหรือไม่ นับตั้งแต่เวลาใด

() มีค่าฤชาธรรมเนียมการยึด อายัดทรัพย์สิน และการออกขายทอดตลาด หรือไม่

() การดำเนินการตามมาตรการบังคับทางปกครอง เป็นภารกิจที่มิใช่หน้าที่ประจำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงไม่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์พอที่จะดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จได้ดีหากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะว่าจ้างให้เอกชน เช่น สำนักงานทนายความดำเนินการให้โดยให้ผู้ที่ต้องรับผิดเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างเอกชนดังกล่าวทั้งหมด จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไร

ประเด็นที่สี่ กรณีที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้เงินแล้วแต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอมชดใช้ และนำเรื่องฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง หน่วยงานของรัฐจะต้องชะลอการดำเนินการตามมาตรการบังคับทางปกครองไปจนกว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งหรือไม่ และจะมีผลกระทบในเรื่องระยะเวลาและหรืออายุความหรือไม่ แนวทางปฏิบัติกรณีนี้ควรดำเนินการประการใด

กรณีที่สอง ข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบข้าราชการกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต่อมา ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นฟ้องกรรมการคนดังกล่าวเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง จะถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอื่นใดที่ทำให้กรรมการคนดังกล่าวทำหน้าที่กรรมการสอบสวนต่อไปไม่ได้ ตามนัยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ หรือไม่ ซึ่งต่อมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีหนังสือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ ศธ ๐๕๑๕ ()/๖๗๗๐ ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ แจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กรณีที่สองที่หารือนี้ไม่เกี่ยวข้องกันกับกรณีที่หนึ่งจึงขอแยกหารือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้พิจารณาปัญหาดังกล่าวโดยมีผู้แทนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นในแต่ละประเด็นดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีความสัมพันธ์กับรัฐสองสถานะ สถานะหนึ่ง คือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐหรือตัวแทนของรัฐ กับอีกสถานะหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะเป็นเอกชนคนหนึ่ง การที่มาตรา ๕๕[๑] แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ บัญญัติว่า การบังคับทางปกครองไม่ใช้กับเจ้าหน้าที่ด้วยกัน คำว่าเจ้าหน้าที่ในบทบัญญัตินี้ หมายถึง เจ้าหน้าที่ในสถานะที่หนึ่ง สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้ว่าจะเป็นการทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวจึงอยู่ในสถานะของเอกชนคนหนึ่งเท่านั้นมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา ๕๕ ดังกล่าว ดังนั้น จึงสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ในกรณีนี้ได้ ซึ่งคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองก็ได้เคยวินิจฉัยปัญหาทำนองเดียวกันนี้เป็นบรรทัดฐานไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ ๔๙๔/๒๕๔๕[๒]

ดังนั้น เมื่อหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งตามมาตรา ๑๒[๓] แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ ให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงชำระค่าสินไหมทดแทน ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ชำระ หน่วยงานของรัฐก็สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ได้

ประเด็นที่สอง เห็นว่า การที่มาตรา ๕๗[๔] แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ บัญญัติว่า ��ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง�� มีความหมายว่า หน่วยงานของรัฐสามารถที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้ตามมาตรการบังคับทางปกครองก็ได้ เพราะหากหน่วยงานของรัฐสามารถทำให้ผู้รับคำสั่งทางปกครองดำเนินการชดใช้เงินโดยวิธีการอื่นได้แล้ว หน่วยงานของรัฐก็ไม่จำต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ นี้

ประเด็นที่สาม การใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา (๕๗) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

() ในปัญหาที่ว่า มาตรการบังคับทางปกครองมีกำหนดอายุความให้ต้องดำเนินการภายในเวลาหรือไม่ นับตั้งแต่เวลาใด เห็นว่า การออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ จะต้องออกคำสั่งภายในอายุความตามมาตรา ๑๐[๕] แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันจึงจะสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ ทำนองเดียวกับกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความ ต่อมาแม้จะพ้นอายุความฟ้องคดีแต่ก็ยังสามารถบังคับคดีได้และเมื่อแนวทางปฏิบัติในการบังคับคดีตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ให้นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็ต้องนำอายุความการบังคับคดีตามมาตรา ๒๗๑[๖] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้กับมาตรการบังคับทางปกครองโดยอนุโลมด้วย ดังนั้น จึงต้องดำเนินการบังคับให้เสร็จสิ้นภายในสิบปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงิน ซึ่งคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองก็ได้เคยวินิจฉัยปัญหาในทำนองเดียวกันนี้เป็นบรรทัดฐานไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ ๔๙๔/๒๕๔๕[๗]

() ในปัญหาที่ว่า มาตรการบังคับทางปกครองมีค่าฤชาธรรมเนียมการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๕๗ วรรคสอง[๘] แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่ว่าด้วยการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินมาใช้บังคับกับวิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองโดยอนุโลม ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หน่วยงานของรัฐก็สามารถเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมได้ในอัตราเดียวกับที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยค่าธรรมเนียมจะหักจากราคาทรัพย์ที่ขายทอดตลาดได้ก่อนที่จะนำมาชำระให้แก่เจ้าหนี้

() ในปัญหาที่ว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถว่าจ้างเอกชนให้ดำเนินการตามมาตรการบังคับทางปกครอง โดยให้ผู้ที่ต้องรับผิดเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างเอกชนดังกล่าวทั้งหมดจะได้หรือไม่ อย่างไร เห็นว่า ผู้มีอำนาจยึด อายัดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นไปตามนัยกฎกระทรวง ฉบับที่ (.. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ส่วนการมอบอำนาจในการดำเนินการพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ (..๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ซึ่งได้กำหนดว่าผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจยึด อายัดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้เป็นการเฉพาะแล้วและมิได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจมอบหมายให้เอกชนดำเนินการบังคับทางปกครองได้ โดยมีเหตุผลว่า การยึด การอายัดทรัพย์และการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้รับคำสั่งทางปกครองเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการครอบครองหรือเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงไม่อาจว่าจ้างเอกชนหรือสำนักงานทนายความให้ดำเนินการแทนโดยผู้รับคำสั่งทางปกครองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อาจดำเนินการให้เอกชนเข้าช่วยเหลือในการบังคับคดีในบางเรื่องได้ เช่น การสืบทรัพย์หรือการขนส่งทรัพย์ที่ยึดได้ เป็นต้น

ประเด็นที่สี่ เห็นว่า ตามหลักกฎหมายปกครอง คำสั่งทางปกครองต้องมีผลบังคับอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การบริหารราชการมีความมั่นคง การอุทธรณ์ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองจึงสามารถบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองได้ เว้นแต่จะได้มีการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงในกรณีนี้ว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วกรณีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๖๖[๙] แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง .. ๒๕๔๒

 

 

ลงชื่อ   พรทิพย์  จาละ

(นางสาวพรทิพย์  จาละ)

รองเลขาธิการฯ

รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤศจิกายน ๒๕๔๖



[๑] มาตรา ๕๕ การบังคับทางปกครองไม่ใช้กับเจ้าหน้าที่ด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

[๒] บันทึกคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการบังคับทางปกครอง

[๓] มาตรา ๑๒ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด

[๔] มาตรา ๕๗ คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๕] มาตรา ๑๐     ฯลฯ                                                      ฯลฯ

  สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง

[๖] มาตรา ๒๗๑ ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

[๗] โปรดดูเชิงอรรถที่ , ข้างต้น

[๘] มาตรา ๕๗    ฯลฯ                                                        ฯลฯ

   วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ส่วนผู้มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดหรือขายทอดตลาดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

[๙] มาตรา ๖๖ ในกรณีที่ศาลปกครองเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

  การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย