ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน , ยาเสพติด , เจ้าพนักงาน

บันทึก เรื่อง อำนาจเจ้าพนักงานในการยึดหรืออายัดตามมาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. 2519 - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) - เรื่องเสร็จที่ 207/2547

มาตรา 3 มาตรา 16 (4) มาตรา 22 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.. 2534

มาตรา 14 (4) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. 2519

มาตรา 48 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

 

ประเด็นที่ 1  การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.. 2534 เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา 16 (4) และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.. 2534 เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. 2519 จึงไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

 

ประเด็นที่ 2  การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน ซึ่งมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดฯ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าทรัพย์สินที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ จะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงและใช้เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีนั้นเท่านั้น ไม่อาจจะขยายความให้รวมถึงทรัพย์สินที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอื่นด้วย

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๐) เพื่อพิจารณา วันพฤหัสบดี ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

เรื่องเสร็จที่ ๒๐๗/๒๕๔๗

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  อำนาจเจ้าพนักงานในการยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๔ ()

แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. ๒๕๑๙

                  

 

สำนักงาน ป... ได้มีหนังสือที่ ยธ ๑๑๐๓ (พก.)/๖๗๖ ลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๗ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอหารือปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา ๑๔ () แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) .. ๒๕๔๕ ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดยาเสพติดที่มีไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้เกิดการตีความข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นสองความเห็น กล่าวคือ ความเห็นแรก เห็นว่า ต้องตีความเคร่งครัด เมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติไว้จึงมิอาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้ ความเห็นที่สอง เห็นว่า ความตอนท้ายของมาตราดังกล่าว บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้  ดังนั้น ทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หากเจ้าพนักงานเห็นว่าทรัพย์สินนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เจ้าพนักงานก็มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามกฎหมายดังกล่าว จึงขอหารือปัญหาข้อกฎหมายในกรณีเจ้าพนักงานตรวจพบทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เจ้าพนักงานจะสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ..๒๕๑๙ ได้หรือไม่

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๐) พิจารณาข้อหารือดังกล่าวประกอบกับคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงาน ป... ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด แล้ว มีความเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ..๒๕๑๙ จะมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ นั้น บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ()[๑] แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ..๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) ..๒๕๔๕ มิได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นการบัญญัติที่แตกต่างจากบทบัญญัติมาตรา ๑๔ (๒)[๒] แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นใดที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดแสดงให้เห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา ๑๔ ()[๓] แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. ๒๕๑๙ โดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) .. ๒๕๔๕ มีความประสงค์ที่จะตัดความดังกล่าวออก เนื่องจากเรื่องการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดได้มีการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งจะให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินได้มากกว่าการให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงาน เพราะทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ในความหมายของนิยามคำว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามมาตรา ๓[๔] แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.. ๒๕๓๔ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา ๑๖ ()[๕] และมาตรา ๒๒[๖] แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.. ๒๕๓๔  ดังนั้น เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. ๒๕๑๙ จึงไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ จะมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน ซึ่งมาตรา ๔๘[๗] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๔ (๔)[๘] แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) .. ๒๕๔๕ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด กล่าวคือ ทรัพย์สินที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงและใช้เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีนั้นเท่านั้น ไม่อาจจะขยายความให้รวมถึงทรัพย์สินที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอื่นๆ ด้วย

กล่าวโดยสรุป คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๐) เห็นว่า บทบัญญัติในมาตรา ๑๔ () แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเว้นแต่เป็นทรัพย์สินที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานโดยตรงได้ในคดีนั้น ทั้งนี้ เนื่องจากการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีดำเนินการไว้โดยเฉพาะแล้ว

 

 

(ลงชื่อ)   พรทิพย์  จาละ

(นางสาวพรทิพย์  จาละ)

รองเลขาธิการฯ

รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มีนาคม ๒๕๔๗



ส่งพร้อมหนังสือที่ นร ๐๙๐๑/๐๓๙๔ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๗ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] มาตรา ๑๔  เพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้กรรมการ เลขาธิการ รองเลขาธิการ และเจ้าพนักงานมีอำนาจดังต่อไปนี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

  () ยึดหรืออายัดยาเสพติดที่มีไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๒] มาตรา ๑๔  เพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้กรรมการ เลขาธิการ รองเลขาธิการ และเจ้าพนักงานมีอำนาจดังต่อไปนี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

  (๒) ค้นเคหสถาน สถานที่ หรือบุคคลใดๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยึดหรืออายัดยาเสพติดหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือที่ได้ใช้ หรือจะใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๓] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑, ข้างต้น

[๔] มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

  �ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใดๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๕] มาตรา ๑๖ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

() ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามมาตรา ๒๒

ฯลฯ                                          ฯลฯ

[๖] มาตรา ๒๒  ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ถ้าผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณ ให้คณะกรรมการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีซึ่งต้องไม่ช้ากว่าหนึ่งปีนับแต่วันยึดหรืออายัดหรือจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องในคดีที่ต้องหานั้น

  เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบทรัพย์สิน หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินรายใดอาจมีการโอนยักย้าย ซุกซ่อน หรือเป็นกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินรายนั้นไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการวินิจฉัยตามมาตรา ๑๖ () ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะยื่นคำร้องขอผ่อนผันเพื่อขอรับทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันก็ได้ และให้นำความในมาตรา ๑๙ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

  เมื่อมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวแล้ว ให้คณะกรรมการจัดให้มีการพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งโดยเร็ว และในกรณีที่ผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินสามารถพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งได้ ก็ให้คืนทรัพย์สินให้แก่ผู้นั้น แต่ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ ให้ถือว่าการยึดหรืออายัดตามวรรคสองเป็นการยึดหรืออายัดตามวรรคหนึ่ง

  การยื่นคำร้องขอผ่อนผันตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

  เพื่อประโยชน์ตามมาตรานี้ คำว่า ทรัพย์สินให้หมายความรวมถึง

  () ทรัพย์สินที่เปลี่ยนสภาพไป สิทธิเรียกร้อง ผลประโยชน์ และดอกผลจากทรัพย์สินดังกล่าว

  () หนี้ที่บุคคลภายนอกถึงกำหนดชำระแก่ผู้ต้องหา

  () ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ต้องหาที่ได้รับ ขาย จำหน่าย โอนหรือยักย้ายไปเสียในระหว่างระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัด และภายหลังนั้น เว้นแต่ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์จะพิสูจน์ต่อคณะกรรมการได้ว่าการโอนหรือการกระทำนั้นได้กระทำไปโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน

[๗] มาตรา ๔๘  สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

  การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

[๘] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑, ข้างต้น