ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

รัฐมนตรี, มอบอำนาจ, มอบหมาย, คณะกรรมการลิขสิทธิ์, ลิขสิทธิ์, การจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์

บันทึก เรื่อง การออกประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) เรื่องเสร็จที่ 192/2548

มาตรา 60 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

 

การออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล จะต้องมีกฎหมายให้อำนาจในการดำเนินการไว้อย่างแจ้งชัด เมื่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มิได้ให้อำนาจรัฐมนตรีในการดำเนินการออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์แต่อย่างใด รัฐมนตรีจึงไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศดังกล่าวได้ และเมื่อรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการออกประกาศแล้ว รัฐมนตรีย่อมไม่อาจที่จะมอบอำนาจให้คณะกรรมการลิขสิทธิ์ดำเนินการออกประกาศแทนได้

ส่วนคณะกรรมการลิขสิทธิ์จะมีอำนาจออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์หรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้คณะกรรมการลิขสิทธิ์มีอำนาจโดยทั่วไปในการออกประกาศใดๆ ตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่ประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์จะต้องไม่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาสาระของร่างประกาศคณะกรรมการลิขสิทธิ์ เรื่อง การจัดตั้งองค์กรกลางส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ พ.ศ. .... แล้ว ปรากฏว่า ได้กำหนดให้มีการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์สำหรับงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง หรือโสตทัศนวัตถุ กระทำได้โดยองค์กรจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ภายใต้ประกาศนี้เท่านั้น และกำหนดให้ผู้ที่ดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อยู่ก่อนวันที่ 2 มกราคม 2548 ไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์อีกต่อไป จนกว่าจะได้ดำเนินการตามประกาศนี้ จึงเห็นว่า ร่างประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลิดรอนสิทธิของบุคคลซึ่งมิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจไว้  ดังนั้น คณะกรรมการลิขสิทธิ์จึงไม่มีอำนาจออกประกาศที่มีสาระตามร่าง

 

 

 

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๘) เพื่อพิจารณาวันพฤหัสบดี ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

เรื่องเสร็จที่ ๑๙๒/๒๕๔๘

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง การออกประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์

                               

           

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีหนังสือ ที่ พณ ๐๗๐๕/๒๘๖๑ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า  ในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากงานลิขสิทธิ์โดยวิธีการและรูปแบบต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย แต่โดยที่งานอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นหนึ่งอาจมีลิขสิทธิ์ได้หลายประเภทและมีเจ้าของลิขสิทธิ์ได้หลายราย  ประกอบกับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มิได้กำหนดวิธีดำเนินการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใด  การจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ในปัจจุบันจึงมีความแตกต่างทั้งในด้านอัตราและวิธีดำเนินการ ยังผลให้ผู้ใช้งานลิขสิทธิ์โดยเฉพาะผู้ประกอบการคาราโอเกะซึ่งเป็นผู้ใช้งานเพลงได้รับผลกระทบจากความไม่ชัดเจนในการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์และได้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวต่อกระทรวงพาณิชย์

เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คณะกรรมการลิขสิทธิ์โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๐ (๓) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการลิขสิทธิ์ เรื่อง การจัดตั้งองค์กรกลางส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ พ.ศ. .... โดยร่างประกาศฉบับนี้มีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์  องค์กรกลางดังกล่าวจะประกอบด้วยผู้แทนองค์กรจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ ผู้แทนของเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้แทนของผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียง ผู้แทนของผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านลิขสิทธิ์และด้านคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีข้าราชการในกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ  และให้สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา รับผิดชอบงานธุรการขององค์กรกลาง  

ภายใต้ร่างประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์ดังกล่าว การจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง หรือโสตทัศนวัสดุทำได้แต่โดยองค์กรจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในร่างประกาศและจดทะเบียนกับองค์กรกลางเท่านั้น  เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียงหรือโสตทัศนวัสดุที่มีงานดนตรีกรรมบรรจุอยู่ไม่สามารถที่จะดำเนินการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์เองได้อีกต่อไป แต่ต้องให้องค์กรจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ที่ได้จดทะเบียนกับองค์กรกลางเป็นผู้จัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์แทนหรือยื่นขอรับการจัดสรรค่าใช้ลิขสิทธิ์จากองค์กรกลาง  ผู้ที่ประกอบธุรกิจจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ในปัจจุบันก็ไม่อาจที่จะดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๘ จนกว่าจะได้ดำเนินการจดทะเบียนกับองค์กรกลางตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในร่างประกาศ  นอกจากนี้ ร่างประกาศดังกล่าวยังกำหนดให้อัตราค่าใช้ลิขสิทธิ์ที่จัดเก็บจะต้องเป็นอัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากองค์กรกลางหรือที่องค์กรกลางกำหนดอีกด้วย

ภาคเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และบริษัทจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ได้คัดค้านร่างประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์ โดยเห็นว่า กรณีที่กำหนดให้การจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่ประกาศกำหนดเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และเป็นการลิดรอนสิทธิของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อีกด้วย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาข้อโต้แย้งของภาคเอกชนแล้วเห็นว่า ปัญหาในเรื่องการออกประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหาในข้อกฎหมาย จึงขอหารือว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจมอบหมายให้คณะกรรมการลิขสิทธิ์ หรือคณะกรรมการลิขสิทธิ์มีอำนาจที่จะดำเนินการออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารการจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ได้หรือไม่

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๘) ได้พิจารณาปัญหาดังกล่าว โดยมีผู้แทนคณะกรรมการลิขสิทธิ์ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ (กรมทรัพย์สินทางปัญญา) ผู้แทนภาคเอกชน (ผู้แทนบริษัทจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ ผู้แทนบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้แทนกลุ่มผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็น ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจมอบหมายให้คณะกรรมการลิขสิทธิ์ดำเนินการออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น เห็นว่า  การที่รัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารจะมีอำนาจดำเนินการในเรื่องที่กระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคลใดนั้นจะต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจในการดำเนินการไว้อย่างแจ้งชัด เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ แล้ว เห็นว่ามิได้ให้อำนาจรัฐมนตรีในการดำเนินการออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์แต่อย่างใด รัฐมนตรีจึงไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศดังกล่าวได้  และเมื่อรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการออกประกาศแล้ว รัฐมนตรีย่อมไม่อาจที่จะมอบอำนาจให้คณะกรรมการลิขสิทธิ์ดำเนินการออกประกาศแทนได้

 

ประเด็นที่สอง คณะกรรมการลิขสิทธิ์มีอำนาจออกประกาศเพื่อจัดให้มีระบบการบริหารจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ว่าคณะกรรมการลิขสิทธิ์มีอำนาจโดยทั่วไปในการออกประกาศใดๆ เพื่อให้การเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๐[๑] แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗  ก็ตาม แต่ประกาศของคณะกรรมการลิขสิทธิ์นั้นจะต้องไม่ลิดรอนสิทธิของบุคคลเนื่องจากจะเป็นการขัดกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐   ดังนั้น การที่คณะกรรมการลิขสิทธิ์จะมีอำนาจออกประกาศที่มีผลเป็นการลิดรอนสิทธิของบุคคลได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ บัญญัติให้อำนาจในการออกประกาศนั้นไว้โดยแจ้งชัดเท่านั้น

เมื่อพิจารณาสาระของร่างประกาศคณะกรรมการลิขสิทธิ์ เรื่อง การจัดตั้งองค์กรกลางส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ พ.ศ. .... แล้ว ปรากฏว่า ร่างข้อ ๕ ได้กำหนดให้การจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์สำหรับงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง หรือโสตทัศนวัสดุกระทำได้โดยองค์กรจัดเก็บค่าใช้ลิขสิทธิ์ภายใต้ประกาศนี้เท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างข้อ ๒๕ วรรคสอง กำหนดให้ผู้ที่ดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อยู่ก่อนวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๘ ไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อีกต่อไป จนกว่าจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศนี้และระเบียบที่กำหนดโดยองค์กรกลาง โดยจะเริ่มดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากองค์กรกลาง จึงเห็นได้ว่า ร่างประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลิดรอนสิทธิของบุคคลซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจไว้แต่อย่างใด  ดังนั้น คณะกรรมการลิขสิทธิ์จึงไม่มีอำนาจออกประกาศที่มีสาระตามร่างที่ส่งมา

 

 

(ลงชื่อ)   พรทิพย์  จาละ

(คุณพรทิพย์  จาละ)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มีนาคม ๒๕๔๘



ส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร ๐๙๐๑/๐๓๓๕ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑] มาตรา ๖๐  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้

(๒) วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีตามมาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๕

(๓) ส่งเสริมหรือสนับสนุนสมาคม หรือองค์กรของผู้สร้างสรรค์หรือนักแสดงเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อจัดเก็บค่าตอบแทนจากบุคคลอื่นที่ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง และการคุ้มครองหรือปกป้องสิทธิหรือประโยชน์อื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้

(๔) พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย

ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ และให้นำมาตรา ๕๙ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม

ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น