ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

บันทึก เรื่อง อำนาจในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน � คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) � เรื่องเสร็จที่ 610/2551

บันทึก เรื่อง อำนาจในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) เรื่องเสร็จที่ 610/2551

มาตรา 12 มาตรา 18 มาตรา 46 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

มาตรา 46 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545

มาตรา 11 พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502

 

ประเด็นที่ 1  ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดินฯ ได้กำหนดให้การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมให้อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชาของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี เมื่อเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติไม่อาจปฏิบัติราชการได้ จึงอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่มีการออกคำสั่งแต่งตั้ง  นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกปฏิบัติราชการแทนในสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกจึงอยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชา คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวจึงดำเนินการถูกต้องแล้ว

 

ประเด็นที่ 2  การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ จะต้องเป็นกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หากมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าหัวหน้าส่วนราชการไม่อาจปฏิบัติราชการได้แล้ว ก็ย่อมจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 46 การที่เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาราชการแทนติดภารกิจทั้งหมดในเวลาเดียวกัน เลขาธิการฯ ย่อมมีอำนาจลงนามแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเป็นการเฉพาะคราวได้

 

 

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เรียนท่านเลขาธิการฯ

เรื่องเสร็จที่ ๖๑๐/๒๕๕๑

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง อำนาจในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน

                  

 

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ วช ๐๐๐๑.๒/๓๑๔๓ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) เป็นผู้กำกับดูแล ขอหารือเกี่ยวกับอำนาจในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการ ตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ เพื่อจะถือปฏิบัติได้ถูกต้องต่อไป ดังนี้

๑. วช. ได้มีคำสั่งสำนักงานฯ ที่ ๑๙๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามลำดับไว้ โดยรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม เป็นการถูกต้องหรือไม่

๒. กรณีที่เลขาธิการและผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการแทนตามลำดับ ตามข้อ ๑ มีภารกิจต้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดทั้งหมดในเวลาเดียวกัน กรณีเช่นนี้

    ๒.๑ เลขาธิการจะสามารถแต่งตั้งข้าราชการคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการเป็นการเฉพาะคราว โดยเลขาธิการเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ได้หรือไม่ หรือ

    ๒.๒ เลขาธิการไม่ต้องแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการ เพราะกฎหมายถือว่าอยู่ในวิสัยที่เลขาธิการจะปฏิบัติราชการหรือสั่งการในกรณีเร่งด่วนได้ ถูกต้องหรือไม่ และหากถูกต้อง กรณีจะขัดกับข้อ ๑ ซึ่งมีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการตามลำดับไว้หรือไม่

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒) ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวโดยได้รับฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริงจากผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ ๑๙๓/๒๕๕๐ เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เป็นคำสั่งที่ลงนามโดยรองศาสตราจารย์ธีรภัทร์  เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ปฏิบัติราชการแทนในราชการของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒) มีความเห็นในแต่ละประเด็นดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ ๑๙๓/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามลำดับไว้ โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม เป็นการถูกต้องหรือไม่ นั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๔๖[๑] วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมโดยให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่จะต้องมีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง และในวรรคสามของบทบัญญัติดังกล่าว ได้กำหนดให้นำความในวรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมโดยอนุโลมด้วย

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง และมีฐานะเป็นกรม อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๘[๒] แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
ประกอบกับมาตรา ๔๖[๓] แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ 
โดยมีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาและมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑[๔] แห่งพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อ ๒ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๑๕ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕  ฉะนั้น เมื่อมีกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติไม่อาจปฏิบัติราชการได้ จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาของเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติที่จะพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการคนใดคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน และโดยที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติมีฐานะเป็นส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ผู้บังคับบัญชาในกรณีของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติจึงได้แก่นายกรัฐมนตรี และเมื่อในกรณีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะที่มีการออกคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ ๑๙๓/๒๕๕๐ เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนในราชการของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒[๕] แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔  ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และการที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ ๑๙๓/๒๕๕๐ เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ จึงเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องแล้ว

ประเด็นที่สอง กรณีที่เลขาธิการและผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการแทนมีภารกิจต้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดทั้งหมดในเวลาเดียวกัน เลขาธิการจะลงนามในคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเป็นการเฉพาะคราวได้หรือไม่ หรือไม่จำต้องมีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน เพราะถือว่าอยู่ในวิสัยที่เลขาธิการจะปฏิบัติราชการหรือสั่งการในกรณีเร่งด่วนได้ นั้น เห็นว่า การที่จะต้องมีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมนั้น บทบัญญัติมาตรา ๔๖[๖] แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าต้องเป็นกรณีที่ส่วนราชการระดับกรมนั้นมีหัวหน้าส่วนราชการแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะสามารถปฏิบัติราชการได้หรือไม่ อย่างไรนั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีไป และหากกรณีใดมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าหัวหน้าส่วนราชการไม่อาจปฏิบัติราชการได้แล้ว กรณีย่อมจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๖ ดังกล่าว

 

 

(ลงชื่อ)   พรทิพย์  จาละ

(คุณพรทิพย์  จาละ)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม ๒๕๕๑



 ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๙๐๑/๐๙๒๑ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑]มาตรา ๔๖  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน แต่ถ้านายกรัฐมนตรีสำหรับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเห็นสมควรเพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบการปฏิบัติราชการในกรมนั้น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะแต่งตั้งข้าราชการคนใดคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้

ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้อธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้

ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม

[๒]มาตรา ๑๘  ให้จัดระเบียบราชการของกระทรวง ดังนี้

(๑) สำนักงานรัฐมนตรี

(๒) สำนักงานปลัดกระทรวง

(๓) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น เว้นแต่บางกระทรวงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกรมก็ได้

ให้ส่วนราชการตาม (๒) และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม (๓) มีฐานะเป็นกรม

[๓]มาตรา ๔๖  ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีดังต่อไปนี้

ฯลฯ                                          ฯลฯ

(๕) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัย และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

ฯลฯ                                          ฯลฯ

ส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) มีฐานะเป็นกรม อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

ฯลฯ                                          ฯลฯ

[๔]มาตรา ๑๑  ให้มีสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และให้มีเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติคนหนึ่ง และรองเลขาธิการสองคน เลขาธิการมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และบังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ฯลฯ                                          ฯลฯ

[๕]มาตรา ๑๒  ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม แต่มิได้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือทบวง นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนก็ได้

[๖]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑, ข้างต้น