ความเห็นฉบับเต็ม

บันทึกความเห็นเบื้องต้น

เรื่องเสร็จที่ ๑๒๒๙/๒๕๕๕

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  การขอเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์

                  

 

กรมการปกครองได้มีหนังสือ ที่ มท ๐๓๐๙.๓/๒๙๓๗๔ ลงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า กรุงเทพมหานครขอหารือการใช้ชื่อสกุลของบุตร กรณีเด็กอายุ ๑๐ ปี ๑๑ เดือน และอายุ ๙ ปี ๕ เดือน ยื่นหนังสือแสดงเจตนาที่จะใช้ชื่อสกุล
ซอโสตถิกุล ของมารดา โดยอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๕๖๑ ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๘๓/๒๕๒๒
ซึ่งวินิจฉัยว่า เมื่อกฎหมายมิได้บังคับว่าบุตรจะต้องใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือมารดา บุตรก็ชอบที่จะใช้ชื่อสกุลอื่นได้ และมาตรา ๒๒
และมาตรา ๒๓ ผู้เยาว์จะกระทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้นหากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง
หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง และผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น
ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว และมาตรา ๑๕๖๗ (๑) ถึง (๔) ได้กำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองไว้ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ขอหารือว่า เด็กทั้งสองคนสามารถยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุลได้ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

กรมการปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า คำกล่าวอ้างของเด็กทั้งสองนั้น เคยได้รับ
การพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย คณะที่ ๑
ในการประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๕๕๑ เมื่อวันพุธ ที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ ซึ่งได้พิจารณาให้ความเห็นไว้ดังนี้

๑. ประเด็นผู้เยาว์ขอเปลี่ยนชื่อสกุลจากชื่อสกุลของบิดามาใช้ชื่อสกุลของมารดา
เป็นกิจการที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒
และมาตรา ๒๓ หรือไม่ คณะกรรมการฯ เห็นว่า

     ๑.๑ การกระทำหรือการใด ๆ ของผู้เยาว์ที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมาย
แพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา ๒๒ นั้น หมายถึง ต้องเป็นการกระทำที่ผู้เยาว์จะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง โดยไม่เสียสิทธิอื่น หรือกระทำเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ โดยสรุปตามมาตรานี้ก็คือการที่ผู้เยาว์กระทำไปนั้นมีแต่ได้ฝ่ายเดียวโดยไม่มีเสีย แต่กรณีการเปลี่ยน
ชื่อสกุลดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้เยาว์มีทั้งได้และเสีย คือ ได้สิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดา แต่เสียสิทธิ
ชื่อสกุลของบิดาหรือหลุดพ้นจากชื่อสกุลของบิดาแต่ต้องไปใช้ชื่อสกุลของมารดาอีก ดังนั้น
การเปลี่ยนใช้ชื่อสกุลของผู้เยาว์ จึงไม่ใช่การใด ๆ ที่จะกระทำได้ตามมาตรา ๒๒ แห่งประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์

     ๑.๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓ ก็เช่นกัน เพราะกิจการ
ที่ผู้เยาว์ต้องทำเอง
เฉพาะตัวตามมาตรา ๒๓ นี้ หมายถึง กิจการที่มีลักษณะเป็นความสามารถส่วนตัวของแต่ละบุคคล ไม่อาจให้ผู้อื่นทำแทนได้ เช่น ความสามารถในการร้องเพลง การเล่นกีฬา
การเล่นดนตรี หรือเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ต้องทำเอง เช่น การหมั้น การสมรส การรับรองบุตร เป็นต้น  ดังนั้น การเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์เมื่อไม่เข้าลักษณะเป็นการใช้ความสามารถส่วนตัวหรือเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่ต้องทำเอง จึงไม่ใช่กิจการที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว

            สิทธิการใช้ชื่อสกุลเป็นสิทธิของบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๑ และเมื่อบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์จะใช้ชื่อสกุลใด เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นในการที่ต้อง
ทำเองตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓ แล้ว จึงต้องกลับไปสู่
หลักการทำนิติกรรมของผู้เยาว์ตามมาตรา ๒๑ คือ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันผลประโยชน์ของผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้อ่อนความคิดหย่อนความชำนาญและความรู้สึกผิดชอบอันเป็นผลให้น่ากลัวว่าจะเสียเปรียบผู้อื่นได้ กฎหมายจึงเข้าคุ้มครองโดยให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองเป็นผู้ช่วยเหลือและรู้เห็นในการทำกิจการของผู้เยาว์ด้วย ประกอบกับกรณีนี้เด็กชายธริศร์ และเด็กหญิงพริสรา มีอายุเพียง ๔ ปี และ ๒ ปี ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในวัยไร้เดียงสา อ่อนทั้งในด้านสติปัญญา ร่างกาย ความคิดอ่าน ความรู้ ไหวพริบ ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ได้โดยลำพัง การทำกิจการใด รวมถึงการเปลี่ยนชื่อสกุลจึงต้องได้รับ
ความยินยอมจากบิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
ของคู่ความต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อให้เป็นไปตามนัยประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา ๒๑
ดังกล่าว

     ๑.๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๑ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่อง
บุตรชอบด้วยกฎหมาย
ของบิดา จึงต้องมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา และบิดาจะห้ามปรามหรือขัดขวาง
มิให้บุตรใช้ชื่อสกุลของบิดาไม่ได้ เพราะหากบิดามีสิทธิห้ามแล้วบุตรจะไม่มีชื่อสกุลใช้อันเป็น
การขัดต่อกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้เป็นการบังคับบุตรจะต้องใช้ชื่อสกุลของบิดาเท่านั้น บุตรอาจไปใช้
ชื่อสกุลร่วมกับบุคคลอื่นหรือจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลของตนเองก็ได้ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล
พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๗ สำหรับบุตรนอกสมรส นั้น เนื่องจากไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นบิดา จึงให้สิทธิบุตรที่จะใช้ชื่อสกุลของมารดาได้

๒. ประเด็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๘๓/๒๕๒๒ เป็นการตีความหรือขยายความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๑ คือ แม้จะปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ก็ตาม หากบิดาและมารดาได้หย่าขาดจากกันแล้ว บุตรก็มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดาได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๕๖๑ วรรคสอง เพราะบทบัญญัติมาตรา ๑๕๖๑ ทั้งสองวรรคเป็นบทบัญญัติให้สิทธิ
แก่บุตร กล่าวคือ ให้บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา และในกรณีที่ไม่ปรากฏว่าใครเป็นบิดา บุตรมีสิทธิ
ใช้ชื่อสกุลของมารดาได้ มิได้บังคับว่าบุตรจะต้องใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือมารดาเท่านั้น เมื่อกฎหมายมิได้บังคับไว้บุตรก็ชอบที่จะใช้ชื่อสกุลอื่นได้ แม้จะปรากฏว่ามีบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก็ตาม บิดามารดายอมให้บุตรใช้ชื่อสกุลของมารดาได้

เนื่องจากการพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการฯ เป็นการพิจารณา
ให้ความเห็นขณะที่เด็กมีอายุเพียง ๔ ปี และอายุ ๒ ปี ตามลำดับ ต่อมาภายหลังเด็กมีอายุ ๑๐ ปี
๑๑ เดือน และอายุ ๙ ปี ๕ เดือน ยื่นหนังสือแสดงเจตนาที่จะใช้ชื่อสกุล
ซอโสตถิกุล ของมารดา กรมการปกครองยังคงมีความเห็นกับข้อพิจารณาของคณะกรรมการฯ เนื่องจากพระราชบัญญัติ
ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔ ได้กำหนดนิยามคำว่า
��เด็ก หมายความว่า บุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีบริบูรณ์ ประกอบกับสัญญาประนีประนอมยอมความศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีหมายเลขดำที่ ๑๓๖๘/๒๕๔๗
คดีหมายเลขแดงที่ ๕๑๖/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๘ ระหว่างนางขจาริน ซอโสตถิกุล
หรือพิชิตกุล โจทก์ กับนายศุภภางกูร  พิชิตกุล จำเลยที่ ๑ ในข้อ ๒ ให้โจทก์และจำเลยที่ ๑
ตกลงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองร่วมกันโดยให้บุตรทั้งสองอยู่กับโจทก์  ดังนั้น เด็กทั้งสองต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันก่อนจึงจะสามารถยื่น
ขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุลได้ จึงขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า

๑. ความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย
คณะที่ ๑ ที่ให้ไว้ถูกต้องหรือไม่ และสามารถใช้ในกรณีผู้เยาว์แสดงเจตนาโดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน หรือเป็นการที่ผู้เยาว์สามารถทำเองได้เฉพาะตัว

๒. การใช้อำนาจปกครองตามมาตรา ๑๕๖๗ (๑) ถึง (๔) ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถที่จะใช้สิทธินอกจากที่บัญญัติไว้ตาม (๑) ถึง (๔) ได้หรือไม่ และโดยเฉพาะกรณีที่ผู้เยาว์
จะแสดงเจตนาขอเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อสกุล ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองก่อนหรือไม่ อย่างไร

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมการปกครอง โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) และผู้แทนกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาก่อนว่า การขอเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์เป็นการทำนิติกรรมตามมาตรา ๑๔๙[๑] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งคำว่า
นิติกรรม ตามมาตรา ๑๔๙
หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับ
ซึ่งสิทธิ
จากความหมายดังกล่าวเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า การขอเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์
เป็นเพียงการยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล
พ.ศ. ๒๕๐๕ เท่านั้น มิได้
มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นนิติกรรมตามมาตรา ๑๔๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเมื่อไม่เป็นนิติกรรม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อไปว่าการขอเปลี่ยนชื่อสกุล
ของผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมตามมาตรา ๒๑[๒] หรือเป็นนิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๒[๓] หรือเป็นนิติกรรมที่ต้องทำเองเฉพาะตัวตามมาตรา ๒๓[๔] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่

สำหรับประเด็นการใช้อำนาจปกครองตามมาตรา ๑๕๖๗ (๑) ถึง (๔)[๕] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถที่จะใช้สิทธินอกจากที่บัญญัติไว้ตาม (๑) ถึง (๔) ได้หรือไม่ และโดยเฉพาะกรณีที่ผู้เยาว์จะแสดงเจตนาขอเปลี่ยนชื่อสกุล ต้องได้รับความยินยอม
จากผู้ใช้อำนาจปกครองก่อนหรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า มาตรา ๑๕๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติให้ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิใช้อำนาจปกครองต่อบุตรและบุคคลภายนอก
ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุตรไว้เพียงสี่ประการ คือ ประการที่หนึ่ง การกำหนดที่อยู่ของบุตร ประการที่สอง
การทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ประการที่สาม การให้บุตรทำการงานตามสมควร
แก่ความสามารถและฐานานุรูป และประการที่สี่ การเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้
โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมาตรา ๑๕๖๗ มิได้กำหนดให้ครอบคลุมถึงกรณีผู้เยาว์แสดงเจตนา
ขอเปลี่ยนชื่อสกุลด้วย  ดังนั้น ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงไม่สามารถใช้สิทธินอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๖๗ (๑) ถึง (๔) ได้

สำหรับการที่ผู้เยาว์จะแสดงเจตนาขอเปลี่ยนชื่อสกุลต้องได้รับความยินยอม
จากผู้ใช้อำนาจปกครองก่อนหรือไม่ นั้น เห็นว่า ผู้เยาว์กระทำการใด ๆ ที่ต้องได้รับความยินยอม
ของผู้ใช้อำนาจปกครองนั้น กฎหมายจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง นอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑[๖]
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังบัญญัติถึงเรื่องการหมั้นตามมาตรา ๑๔๓๖[๗] การสมรส
ตามมาตรา ๑๔๕๔[๘] ประกอบกับมาตรา ๑๔๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเสนอข้อหาต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ตามมาตรา ๕๖[๙] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นต้น  ดังนั้น การที่ผู้เยาว์จะแสดงเจตนาขอเปลี่ยนชื่อสกุลจึงไม่ต้องได้รับความยินยอมจาก
ผู้ใช้อำนาจปกครองตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๕๖๗[๑๐] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้ก่อน ส่วนการที่ผู้เยาว์จะกระทำได้เองหรือไม่ นั้น ต้องพิจารณาจากกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๐๕ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๑ ว่าได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) เห็นว่า การขอเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์เป็นขั้นตอนของกระบวนการพิจารณาทางปกครองที่นายทะเบียนจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ
ในการทำคำสั่งทางปกครองซึ่งการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการวางแนวทางปฏิบัติ
ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๐๕ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๑ และเมื่อไม่ปรากฏว่า
เคยมีการหารือต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในประเด็นดังกล่าวมาก่อน จึงมีมติให้
เสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อส่งประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาทางปกครองต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาต่อไป

 

คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้พิจารณาประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ได้ส่งมาให้พิจารณา โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) และผู้แทนกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ นายศุภภางกูร พิชิตกุล และนางขจาริน ซอโสตถิกุล ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้เยาว์ได้ตกลงให้เด็กชายธริศร์ พิชิตกุล และเด็กหญิงพริสรา พิชิตกุล เปลี่ยนไปใช้ชื่อสกุล ซอโสตถิกุล ของมารดา และสำนักงานเขตคลองเตยได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุลให้แก่ผู้เยาว์ทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งแม้ปัญหาข้อเท็จจริงตามข้อหารือจะเป็นที่ยุติไปแล้วก็ตาม แต่ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย
(กรมการปกครอง) และผู้แทนกรุงเทพมหานคร ยังคงประสงค์ที่จะขอหารือว่า ผู้เยาว์สามารถ
ขอเปลี่ยนชื่อสกุลได้ด้วยตนเองหรือไม่ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับปัญหาในลักษณะดังกล่าวต่อไป

คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า กระบวนการพิจารณาทางปกครองในการเปลี่ยนชื่อสกุลมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ในข้อ ๒๒[๑๑] แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยได้กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะเปลี่ยนชื่อสกุลยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ และให้นายทะเบียนท้องที่เรียกตรวจเอกสารต่าง ๆ ตามที่กำหนด เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าเอกสารต่าง ๆ เหล่านั้นถูกต้องให้สั่งอนุญาต อันแสดงให้เห็นว่า
เมื่อนายทะเบียนท้องที่มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์ คำสั่งของ
นายทะเบียน
ท้องที่ย่อมมีผลเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้าง
นิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่าง
บุคคลในอันที่จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้เยาว์
จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕[๑๒] แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙
และเมื่อคำสั่งของนายทะเบียนท้องที่ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้เยาว์มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองตามมาตรา ๒๒[๑๓]
แห่ง
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแล้วเห็นว่า ในประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๐๕ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใด
กำหนดไว้
เป็นการเฉพาะว่าผู้ยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อสกุลจะต้องมีอายุเท่าใด และแม้แบบคำขอ
ท้ายระเบียบดังกล่าวจะได้ระบุให้ผู้ยื่นคำขอเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิงก็ได้ แต่กรณีดังกล่าว
ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีมีบทกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ผู้เยาว์มีความสามารถกระทำการ
ในการยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อสกุลได้ตามมาตรา ๒๒
(๒)[๑๔] อีกทั้งยังไม่มีประกาศ
ของนายกรัฐมนตรี
ตามมาตรา ๒๒ (๔) และผู้ที่จะกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้จะต้องเป็น
ผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะตามมาตรา ๒๒ (๑) 
ดังนั้น แม้มาตรา ๑๕๖๗[๑๕] แห่งประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์จะมิได้ให้สิทธิแก่ผู้ใช้อำนาจปกครองในเรื่องการเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์
ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) แต่ตามมาตรา ๒๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้เยาว์ก็ไม่สามารถยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อสกุลด้วยตนเองได้ ต้องให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อสกุลแทนผู้เยาว์

 

 

                                             (นายอัชพร จารุจินดา)       

                                                           เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

         กันยายน  ๒๕๕๕



 ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๙๐๑/๑๗๘๑ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑]มาตรา ๑๔๙  นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร
มุ่ง
โดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

[๒]มาตรา ๒๑  ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

[๓]มาตรา ๒๒  ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง

[๔]มาตรา ๒๓  ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว

[๕]มาตรา ๑๕๖๗  ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ

 (๑) กำหนดที่อยู่ของบุตร

 (๒) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน

 (๓) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป

 (๔) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

[๖]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๒, ข้างต้น

[๗]มาตรา ๑๔๓๖  ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้

 (๑) บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา

 (๒) บิดาหรือมารดา ในกรณีที่มารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรือไม่อยู่
ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้

  (๓) ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม

 (๔) ผู้ปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคลซึ่งอาจให้ความยินยอมตาม (๑) (๒) และ (๓) หรือ
มีแต่บุคคลดังกล่าวถูกถอนอำนาจปกครอง

 การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ

[๘]มาตรา ๑๔๕๔  ผู้เยาว์จะทำการสมรสให้นำความในมาตรา ๑๔๓๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

[๙]มาตรา ๕๖  ผู้ไร้ความสามารถหรือผู้ทำการแทนจะเสนอข้อหาต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถ
และตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ การให้อนุญาตหรือยินยอมตามบทบัญญัติเช่นว่านั้น ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนความ

(มีต่อหน้าถัดไป)

(ต่อจากเชิงอรรถที่ ๙)

  ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษาเมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจทำการสอบสวนในเรื่องความสามารถของผู้ขอหรือของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
และถ้าเป็นที่พอใจว่ามีการบกพร่องในเรื่องความสามารถ ศาลอาจมีคำสั่งกำหนดให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้น
เสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควรที่ศาลจะสั่ง

  ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อความยุติธรรมไม่ควรให้กระบวนพิจารณาดำเนินเนิ่นช้าไป ศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายที่บกพร่องในเรื่องความสามารถนั้นดำเนินคดีไปก่อนชั่วคราวก็ได้ แต่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาในประเด็นแห่งคดีจนกว่าข้อบกพร่องนั้นได้แก้ไขโดยบริบูรณ์แล้ว

  ถ้าผู้ไร้ความสามารถไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนโดยชอบธรรมทำหน้าที่ไม่ได้
ศาลมีอำนาจออกคำสั่งให้อนุญาตหรือให้ความยินยอมตามที่ต้องการ หรือตั้งผู้แทนเฉพาะคดีนั้นให้แก่
ผู้ไร้ความสามารถ ถ้าไม่มีบุคคลอื่นใดให้ศาลมีอำนาจตั้งพนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองอื่นให้เป็นผู้แทนได้

[๑๐]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๕, ข้างต้น

[๑๑]ข้อ ๒๒  ผู้ใดประสงค์จะเปลี่ยนชื่อสกุลด้วยเหตุอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ให้ยื่นคำขอ
ตามแบบ ช. ๑ ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และให้นายทะเบียนท้องที่ดำเนินการดังนี้

   (๑) เรียกตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอ

   (๒) เรียกตรวจหลักฐานการขอเปลี่ยนชื่อสกุล เช่น หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน
ชื่อสกุล (ช. ๒) หนังสือสำคัญแสดงการร่วมใช้ชื่อสกุล (ช. ๔) หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล
(ช. ๕) สำเนาทะเบียนรับรองบุตร (ค.ร. ๑๑) สำเนาทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (ค.ร. ๑๔) สำเนาทะเบียนเลิกรับ
บุตรบุญธรรม (ค.ร. ๑๗) หรือหลักฐานเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี

   (๓) ตรวจสอบคำขอกับรายการทะเบียนบ้านในฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรและฐานข้อมูลทะเบียนครอบครัว

   (๔) หากมีหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล แบบ ช. ๕ ฉบับเดิมให้เรียกคืน

   เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าถูกต้อง ให้สั่งอนุญาตในคำขอแล้วให้บันทึกในทะเบียนเปลี่ยน
ชื่อสกุลตามแบบ ช. ๕/๑ และให้ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุลตามแบบ ช. ๕ ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

   กรณีมีการขอเปลี่ยนชื่อสกุลเพราะเหตุอื่นในครั้งต่อไป ให้นายทะเบียนดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และให้ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุลตามแบบ ช. ๕ ฉบับใหม่ และเรียกแบบ ช. ๕ ฉบับเดิมคืน ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

[๑๒]มาตรา ๕  ในพระราชบัญญัตินี้

ฯลฯ                                                   ฯลฯ

  �คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า

   (๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และ
การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

   (๒) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง

ฯลฯ                                                   ฯลฯ

[๑๓]มาตรา ๒๒  ผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้ จะต้องเป็น

   (๑) ผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ                                                                (มีต่อหน้าถัดไป)

(ต่อจากเชิงอรรถที่ ๑๓)

   (๒) ผู้ซึ่งมีบทกฎหมายเฉพาะกำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้
แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

   (๓) นิติบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา ๒๑ โดยผู้แทนหรือตัวแทน แล้วแต่กรณี

   (๔) ผู้ซึ่งมีประกาศของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

[๑๔]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑๓, ข้างต้น

[๑๕]โปรดดูเชิงอรรถที่ ๕, ข้างต้น