ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร - คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) - เรื่องเสร็จที่ ๕๐๙/๒๕๕๖

มาตรา ๑๔ (๒) และมาตรา ๒๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒

 

การแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรตามความในมาตรา ๒๖ (๔) ประกอบกับมาตรา ๑๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒

 

สัญชัย/ย่อ

พลัฐวัษ/ตรวจ



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

บันทึกความเห็นเจ้าหน้าที่

เรื่องเสร็จที่ ๕๐๙/๒๕๕๖

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร·

                  

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กษ ๐๒๐๘/๙๔๘ ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) ได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับ
แนวทางการแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการ
สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
กรณีมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครั้งที่ ๓/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕
ให้แต่งตั้งผู้ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องก่อนการแต่งตั้ง

๑. ขณะนี้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยในปัจจุบันมีนายสมยศ ภิราญคำ
รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ  ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการปฏิบัติงาน
ของเลขาธิการฯ กรณีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองเลขาธิการฯ ที่มีระดับอาวุโส โดยนับ
วัน
ที่มีการแต่งตั้งรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ ตามลำดับ

๒. การแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในอดีต

๒.๑ กรณีการแต่งตั้ง รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ ซึ่งขณะนั้นเป็นข้าราชการ
ในสังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุน
ฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๒ และ
คณะที่ ๗) ได้พิจารณาข้อหารือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีความเห็นสรุปได้ว่า มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ไว้ โดยมิได้กำหนดเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ ว่าจะต้องนำคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามดังกล่าวมาใช้บังคับด้วยหรือไม่ กรณีจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไปว่า ผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ
มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารกิจการของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรหรือไม่ เพียงใด และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้เคยมีมติ ครั้งที่ ๕/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ กำหนดหลักเกณฑ์
เป็นแนวปฏิบัติว่า ให้แต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ เพื่อปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับเลขาธิการฯ ทุกประการ ผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ จึงต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ดังนั้น เมื่อ รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์ ยังคงมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ (เรื่องเสร็จที่ ๕๓๑/๒๕๕๒)

๒.๒ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็น
ข้อหารือในปัญหาข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒
ในเรื่องเสร็จที่
๓๙๗/๒๕๔๘ ตามข้อหารือของสำนักนายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่ห้า สรุปความได้ว่ามาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีอำนาจในการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ได้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ย่อมมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใด แม้ว่าจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการฯ ได้

๒.๓ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสถานภาพของผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในเรื่องเสร็จที่ ๔๙๙/๒๕๕๑ ตามข้อหารือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในประเด็นที่หนึ่ง สรุปความได้ว่า
การแต่งตั้งบุคคลใดให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการฯ นั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่จะพิจารณาจากบุคคลที่มีความเหมาะสม โดยบุคคลดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒

๓. คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรได้มีมติในการประชุม ครั้งที่
๓/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ แต่งตั้งให้ ว่าที่ ร.ต. สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ (ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ) โดยมีมติรวม ๕ ข้อ ดังนี้

๓.๑ เห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
ในคราวประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๔๘ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ วาระที่ ๒.๑ ที่ให้แต่งตั้งผู้รักษาการ
ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ

๓.๒ เห็นชอบให้งดเว้นการใช้ข้อบังคับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการปฏิบัติงานของเลขาธิการและการมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑๔ เป็นการชั่วคราวในการแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟู
และพัฒนาเกษตรกรในครั้งนี้

๓.๓ ให้ยกเลิกบรรดามติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับการสรรหาผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ขัดหรือแย้งกับมติของที่ประชุมในครั้งนี้

๓.๔ เห็นชอบให้แต่งตั้ง ว่าที่ ร.ต. สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เป็นผู้รักษาการ
ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจนกว่าจะมีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ และให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง โดยจำกัดอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและ
ย้ายพนักงาน หากจะแต่งตั้งและย้ายพนักงานจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเสียก่อน

๓.๕ ให้สำนักงานกฎหมาย สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ดำเนินการให้เป็นไปตามมติต่อไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า หากดำเนินการตามมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครั้งที่ ๓/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ให้แต่งตั้ง ว่าที่ ร.ต. สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (โดยมีลักษณะต้องห้ามให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ
เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ จนกว่าจะมีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ โดยจำกัดอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและย้ายพนักงาน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ได้มีมติให้ยกเลิก
มติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เดิม ที่กำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งผู้รักษาการ
ในตำแหน่งเลขาธิการฯ ว่า จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ และให้งดเว้นการใช้
ข้อบังคับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วย
การปฏิบัติงานของเลขาธิการและการมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน พ.ศ. ๒๕๕๔
เป็นการชั่วคราวในการแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งในครั้งนี้ รวมทั้งให้ยกเลิกมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสรรหาผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการฯ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับ
มติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ในครั้งนี้ ว่ากรณีดังกล่าวสามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้พิจารณาข้อหารือของกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ โดยมีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานปลัดกระทรวง) และผู้แทนสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า
คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๒ และคณะที่ ๗) ได้เคยวินิจฉัยไว้ในเรื่องเสร็จที่ ๕๓๑/๒๕๕๒[๑] สรุปความได้ว่า ผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และรับผิดชอบ
การบริหารกิจการของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรกำหนด
[๒] และเป็นผู้แทนกองทุนในกิจการของกองทุนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก[๓] รวมทั้งบริหารกิจการของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง  ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) จึงเห็นว่า การแต่งตั้ง ว่าที่ ร.ต. สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรย่อมไม่อาจกระทำได้ ตามความในมาตรา ๒๖ (๔)[๔] ประกอบกับมาตรา ๑๔ (๒)[๕] แห่งพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒
ตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๒ และคณะที่ ๗) ในเรื่องเสร็จที่ ๕๓๑/๒๕๕๒

 

 

(นายอัชพร  จารุจินดา)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เมษายน  ๒๕๕๖

 

 

 



                        ส่งพร้อมหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๙๐๑/๐๗๕๓ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๑]บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และค่าตอบแทนของผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร ๐๙๐๑/๐๘๗๕ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

[๒]มาตรา ๒๕  ให้เลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานและรับผิดชอบการบริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน และตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
และนโยบายที่คณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารกำหนด

ฯลฯ                                           ฯลฯ

[๓]มาตรา ๒๙  ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการของกองทุนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

ฯลฯ                                           ฯลฯ

[๔]มาตรา ๒๖  ให้คณะกรรมการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

 (๑) มีสัญชาติไทย

 (๒) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์

 (๓) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงาน และประสบการณ์ที่จะปฏิบัติงานให้แก่กองทุนได้

 (๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔

 (๕) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

 (๖) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

 (๗) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากองทุนหรือในกิจการที่กระทำให้แก่กองทุนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

[๕]มาตรา ๑๔  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนและผู้แทนเกษตรกรต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

 (๑) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

 (๒) ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานองค์กรของรัฐซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

 (๓) ไม่เป็นบุคคลซึ่งทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไล่ออก ปลดออก
ให้ออก หรือเลิกจ้างเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่