ความเห็นฉบับเต็ม

เรื่องเสร็จที่ ๑๓/๒๕๕๗

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  ปัญหาเกี่ยวกับการรายงานการดำเนินการทางวินัยแก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                       

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือที่ ตช ๐๐๐๖.๒/๔๐๑๔ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์  เตมียาเวส) ตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยปรากฏข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้

๑. คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมคณะที่ ๑ และคณะที่ ๒) ได้พิจารณา
ข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และมีความเห็นตามเรื่องเสร็จที่ ๒๔๐/๒๕๕๕ สรุปได้ว่า กรณีที่ได้มีการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหา
ว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนและได้ใช้อำนาจ
ตามความในมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ สั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย อันเป็นผลให้ข้าราชการตำรวจผู้นั้น
มีสถานะเป็นผู้ออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ (๔) และการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว  ดังนั้น การที่คณะกรรมการสอบสวน
ไม่สามารถดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ข้าราชการตำรวจ
ผู้ถูกกล่าวหาออกจากราชการ จึงมีผลให้คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถดำเนินการสอบสวน
ได้ต่อไป

๒. สำนักงาน ก.ตร. ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ แจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบว่า ก.ตร. ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ว่า ก.ตร. รับทราบผลการหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาตามเรื่องเสร็จที่ ๒๔๐/๒๕๕๕ และ ก.ตร. ไม่มีอำนาจพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยแก่พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ฯ จึงให้ส่งสำนวนคืนสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                   ๓. กองการเงิน สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ ถึงกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ได้รับแจ้งมติ ก.ตร. แล้ว แต่กองการเงินฯ ต้องเบิกจ่ายเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่ารักษาพยาบาลในระหว่างที่
ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้แก่พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ฯ แต่ตามระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินกำหนดให้เบิกจ่ายได้นับแต่วันที่คดีหรือกรณีถึงที่สุด จึงขอทราบว่า
กรณีสอบสวนทางวินัยพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ฯ ได้ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ อย่างไร  สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ถึงสำนักงาน ก.ตร. เพื่อขอทราบความชัดเจนว่า
                                               

ส่งพร้อมหนังสือ ที่ นร ๐๙๐๔/๘ ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๗ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

ตามหนังสือสำนักงาน ก.ตร. ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ นั้น ถือว่า ก.ตร. ได้มีมติรับทราบรายงานการดำเนินการทางวินัยแก่พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ฯ ตามข้อ ๙ (๒) แห่งระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วหรือไม่

๔. สำนักงาน ก.ตร. มีหนังสือลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แจ้งว่า มติ ก.ตร.
เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ไม่ถือว่า ก.ตร. ได้มีมติรับทราบรายงานการดำเนินการทางวินัย
ตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยฯ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวได้ออก
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ แม้ว่าข้อ ๙ (๒) แห่งระเบียบดังกล่าวจะกำหนดให้การดำเนินการทางวินัย
ในกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ
ให้ถึงที่สุดที่ ก.ตร. ก็ตาม แต่การพิจารณาของ ก.ตร. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๘)
แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งให้อำนาจ ก.ตร. มีมติสั่งการให้สำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามมติเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจมีมติสั่งการให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติตาม
ดังนั้น ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยฯ จึงใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการทางวินัยเท่านั้น

๕. สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๓๑ (๒) และ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ บัญญัติให้ ก.ตร. มีอำนาจหน้าที่ออกกฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเพื่อปฏิบัติการ
ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบ และแนะนำเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบ
ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯ บัญญัติว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือสั่งให้ออกจากราชการในเรื่องใดไปแล้ว
ถ้า ก.ตร. พิจารณาเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ ให้ ก.ตร. มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็น โดยจะสอบสวนเอง
หรือตั้งอนุกรรมการหรือให้คณะกรรมการสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่แทนก็ได้
หรือกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่ต้องการส่งไปเพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนที่ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งไว้เดิมทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ด้วย โดยข้อ ๙ (๒) แห่งระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงาน
การดำเนินการทางวินัยฯ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๓๑ (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ
ตำรวจแห่งชาติฯ กำหนดให้การดำเนินการทางวินัยในกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และการสั่งให้ออกจากราชการให้ถึงที่สุดที่ ก.ตร.

  สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย
อย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการตำรวจซึ่งจะต้องถึงที่สุดที่ ก.ตร. ตามข้อ ๙ (๒) แห่งระเบียบ ก.ตร.
ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยฯ  ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอหารือเกี่ยวกับความเห็นตามที่ปรากฏในหนังสือสำนักงาน ก.ตร. ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ดังนี้

 

 

 

  (๑) ความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติข้างต้นถูกต้องหรือไม่ อย่างไร

  (๒) ถ้าไม่ต้องรายงานการดำเนินการทางวินัยแก่พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ฯ
ให้ ก.ตร. รับทราบตามข้อ ๙ (๒) แห่งระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัย
และการออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ จะถือว่าการดำเนินการทางวินัยถึงที่สุดแล้วหรือไม่ อย่างไร และตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบใด

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว เห็นว่ากรณีนี้เป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจ
ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สมควรพิจารณาวินิจฉัยโดยรอบคอบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการต่อไป เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๒ วรรคหนึ่ง[๑] แห่งระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ จัดให้มีการประชุมระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑ และคณะที่ ๒) เพื่อปรึกษาหารือร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมคณะที่ ๑ และคณะที่ ๒) ได้พิจารณา
ข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า
แม้ว่าข้อ ๙ (๒)[๒] แห่งระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ จะกำหนดให้การดำเนินการทางวินัยในกรณีที่กล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการสั่งให้ข้าราชการออกจากราชการถึงที่สุดที่ ก.ตร. ก็ตาม
แต่
เมื่อพิจารณาระเบียบ ก.ตร. ดังกล่าวแล้วพบว่า ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยฯ มีเนื้อหาสาระเป็นการกำหนดขั้นตอนการรายงานการดำเนินการทางวินัยในกรณีต่าง ๆ
ต่อ ก.ตร. แต่ครอบคลุมเฉพาะกระบวนการรายงานการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจ
ที่ไม่ใช่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากข้อ ๔
[๓] ข้อ ๕[๔] และข้อ ๖[๕] แห่งระเบียบ
ก.ตร. ดังกล่าว ที่เป็นการกำหนด
ขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยและลำดับชั้นการรายงาน
การดำเนินการทางวินัย ซึ่งกำหนดให้รายงานผลการดำเนินการทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชา
ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีตำแหน่งเหนือผู้ดำเนินการทางวินัยหนึ่งชั้นและผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ
เพื่อพิจารณาสั่งการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป จะมีก็แต่เฉพาะ
กรณีการสั่งให้ออกจากราชการตามข้อ ๘
[๖] เท่านั้น ที่กำหนดให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒[๗] แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. ที่ได้สั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการ ให้รายงานการสั่งให้ออกจากราชการให้ ก.ตร. ทราบ ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชา
ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามความในมาตรา ๗๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
แต่เมื่อประเด็นปัญหานี้ไม่ใช่กรณีการออกจากราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงไม่อาจ
นำระเบียบ ก.ตร.
ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัยฯ มาปรับใช้กับการดำเนินการในเรื่องนี้ได้              ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในกรณีนี้ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีมีบันทึกเห็นชอบให้ยุติ
การสอบสวนทางวินัยและยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเนื่องจากการดำเนินการทางวินัย
ที่ไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๙๔[๘] แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงไม่ใช่กรณีตามข้อ ๘
แห่งระเบียบ ก.ตร. ดังกล่าว และย่อมยุติลงโดยผลของกฎหมาย ส่วนการรายงานเรื่องดังกล่าวต่อ ก.ตร. จึงเป็นเพียงการแจ้งให้ ก.ตร. รับทราบเท่านั้น และไม่ว่า ก.ตร.
จะรับทราบหรือไม่ก็ตาม
การดำเนินการทางวินัยดังกล่าวย่อมถึงที่สุดแล้ว

 

 

   (นายชูเกียรติ  รัตนชัยชาญ)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

         มกราคม ๒๕๕๗



[๑] ข้อ ๑๒  ในกรณีที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะในหลายด้านหรือต้องการความรอบคอบ
ในการพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจขอให้กรรมการกฤษฎีกาสองหรือสามคณะมาประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเป็นกรณีพิเศษก็ได้

            ฯลฯ                                           ฯลฯ

[๒] ข้อ ๙  การดำเนินการทางวินัยถึงที่สุดในกรณีดังต่อไปนี้

                                    ฯลฯ                                           ฯลฯ

  (๒) การดำเนินการทางวินัยในกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ ให้ถึงที่สุดที่ ก.ตร.

[๓] ข้อ ๔  ในการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อผู้บังคับบัญชาอื่นยกเว้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจผู้ใดโดยสั่งยุติเรื่อง งดโทษ หรือลงโทษ ไปภายในอำนาจ ให้รายงานผลการดำเนินการทางวินัยดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีตำแหน่งเหนือผู้ดำเนินการทางวินัยหนึ่งชั้นและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาสั่งการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

   การรายงานสำหรับผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งเหนือผู้ดำเนินการทางวินัย ให้รายงานพร้อมสำนวนการสอบสวนและหรือเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาภายในสิบวันนับตั้งแต่วันสั่ง

[๔] ข้อ ๕  เมื่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือซึ่งได้รับรายงานตามข้อ ๓ เห็นว่ากรณีเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้รายงานความเห็นพร้อมสำนวนและหรือเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาในเบื้องต้นไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติภายในสิบวันตั้งแต่วันพิจารณามีความเห็น

[๕] ข้อ ๖  เมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ได้รับมอบอำนาจได้รับรายงานตามข้อ ๓ เห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาดำเนินการไปภายในอำนาจ

[๖] ข้อ ๘  เมื่อผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.
ได้สั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดออกจากราชการ ให้รายงานการสั่งให้ออกจากราชการให้ ก.ตร. ทราบ

  การรายงาน ให้รายงานคำสั่งพร้อมสำนวนการสอบสวนและหรือเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาไปยัง ก.ตร. ภายในสิบวันนับตั้งแต่วันพิจารณามีความเห็น

[๗] มาตรา ๗๒  ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้สั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้

  (๑) นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

            ฯลฯ                                           ฯลฯ

[๘] มาตรา ๙๔  ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือมีกรณีที่ถูกชี้มูลความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้แล้ว แม้ต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้วก็ให้ทำการสอบสวนต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันออกจากราชการ

  การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ เว้นแต่กรณีที่ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยที่จะต้องลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม หรือกักขัง ก็ให้งดโทษนั้นเสีย